Menu

ข่าวสาร และบทความ

  • alt

    5 อุปกรณ์ทำความสะอาดรถ ที่อาจทำให้รถคุณเป็นรอย

    ร่องรอยที่เกิดขึ้นบนรถของคุณอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อถึงแม้จะจอดไว้ก็ตาม แต่คุณรู้หรือไม่ว่าสิ่งที่คุณใช้ล้างทำความสะอาดรถของคุณในทุกๆวัน ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รถยนต์สุดที่รักของคุณเกิดรอยได้!!surpriseลองไปดูกันว่า สิ่งที่เราพูดถึงมีอะไรบ้าง!
     
    1. ผ้าเก่า เศษผ้าเก่า (ผ้าเช็ดรถ)
    บ่อยครั้งที่เราล้างรถเอง ก็มักจะนำผ้าเก่าๆมาเช็ดรถ บางคนใช้ผ้าขี้ริ้วมาเช็ดเลยก็มี แต่คุณรู้หรือไม่ว่าเศษผ้าเก่าๆ ที่คุณนำมาใช้เช็ดรถนี้มีโอกาสที่จะเก็บเศษฝุ่นไว้ในตัวผ้า จึงถือว่าไม่ควรนำมาใช้กับการเช็ดรถ จะให้ดี ควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ หรือผ้าชามัวร์มาเช็ดรถ ถึงแม้ว่าจะต้องเสียเงินเพิ่มในการซื้อผ้าเช็ดรถโดยตรง แต่ก็ดีกว่าต้องมาทุกข์ใจกับรอยที่เกิดขึ้นหรือต้องเสียเงินทำสีรถใหม่
     
    2.ไม้ปัดขนไก่
    เชื่อว่าหลายคนใช้ไม้ปัดขนไก่ ปัดรถเพื่อทำความสะอาดเศษฝุ่นที่มาเกาะที่รถ แต่หารู้ไม่ว่า การใช้ไม้ปัดขนไก่ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดรอยบนตัวรถได้โดยไม่รู้ตัว เนื่องจากมันมักเป็นแหล่งสะสมฝุ่น แม้ว่าเราจะทำความสะอาดดีแล้ว แต่ก็อาจไม่ดีพอ เมื่อนำมาใช้ ก็จะทำให้เกิดรอยบนตัวรถได้  ทางที่ดีควรใช้น้ำล้างทำความสะอาดจะดีกว่าและใช้อุปกรณ์สำหรับเช็ดทำความสะอาดรถยนต์โดยตรงเลยจะดีที่สุด
     
    3.ฟองน้ำที่ไม่ได้มาตรฐาน
    ฟองน้ำล้างรถเป็นอุปกรณ์ล้างรถเบสิคเลยที่หลายๆบ้านมีติดไว้ แต่ถ้าฟองน้ำพวกนี้เก่าเกินไป ก็ไม่ควรนำมาใช้กับรถเด็ดขาด เพราะอาจจะมีเศษเม็ดทรายติดอยู่ตามตามรูพรุนของฟองน้ำ ซึ่งเศษพวกนี้ อาจนำมาซึ่งรอยขีดข่วนได้
     
    4.น้ำยาล้างจาน
    เป็นไปได้แน่ถ้าวันไหนที่น้ำยาล้างรถหมด หลายๆคนต้องหันไปหยิบน้ำยาล้างจานมาใช้แทน แต่อย่าลืมว่าน้ำยาล้างจานสามารถกำจัดคราบมันบนจานได้อย่างดี แล้วชั้นแล็คเกอร์ที่เคลือบผิวรถของคุณละ ทางที่ดีใช้น้ำยาล้างรถโดยเฉพาะดีกว่าค่ะ
     
    5.ผงซักฟอก 
    ผลลัพธ์ของการใช้ผงซักฟอกนี้ไม่แตกต่างไปจากน้ำยาล้างจานเลย ทางที่ดีใช้น้ำยาล้างรถดีกว่า ลงทุนสักนิด แต่คุ้มค่าและช่วยถนอมรถได้ดี
     
    หากสามารถกำจัดจุดอ่อนในการใช้อุปกรณ์ง่ายๆ เหล่านี้ล้างรถ รถของคุณก็จะไร้ริ้วรอยสีสันสดใสอยู่กับคุณไปอีกนาน และไม่ต้องเสียเงินในการซ่อมแซมหรือทำสีรถใหม่บ่อยๆ อีกด้วย เอาเป็นว่าลงทุนแค่เล็กน้อย ดีกว่าต้องเสียเงินราคาแพงเพื่อซ่อมแซมในภายหลัง
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!

  • alt

    4 วิธีหลีกเลี่ยง น้ำมันเครื่องปลอม

    น้ำมันเครื่องปลอมเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ผู้ใช้รถยนต์เจอกัน ซึ่งการใช้น้ำมันเครื่องปลอมอาจส่งผลต่อเครื่องยนต์และลูกสูบของรถเราได้ เราจึงนำความรู้เกี่ยวกับการสังเกตดูน้ำมันเครื่องจริงหรือปลอมมาฝาก 
     
    1. สังเกตจากภาชนะที่บรรจุ
     
    ภาชนะที่บรรจุนั้นต้องมีสภาพที่ไม่บุบ หรือเก่า มีน้ำมันเยิ้ม และที่สำคัญต้องไม่มีร่องรอยของการเปิดใช้งานมาแล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นน้ำมันเครื่องแท้ แต่ถ้าหากอยู่ในสภาพดังที่กล่าวมาข้างต้น ก็มีแนวโน้มที่น้ำมันเครื่องจะเสื่อมสภาพได้เช่นกัน
     
    2.ฉลากที่ระบุต้องครบถ้วน
     
    บนฉลากต้องบอก ยี่ห้อ วัน/เดือน/ปีที่ผลิต ปริมาตร สถานที่ผลิต ตัวแทนจำหน่าย รายละเอียดการใช้ให้ครบถ้วน รวมทั้งต้องมีเครื่องหมายรับรองควบคุมมาตรฐานด้วย ซึ่งก็จะทำให้เรามั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่า เมื่อนำมาใช้แล้วจะไม่ทำให้รถพังแน่ๆ ทางที่ดีควรสังเกตก่อนซื้อดีที่สุด
     
    3.ของแท้กลิ่นต้องแรง
     
    สำหรับคนที่คุ้นเคยกับการใช้น้ำมันเครื่องจะรู้เลยว่า หากเป็นน้ำมันเครื่องแท้จะสามารถดมกลิ่นได้ ซึ่งก็คือสารเคมีที่เป็นสารเพิ่มคุณภาพ (ADDITIVES) น้ำมันเครื่องระดับคุณภาพสูง จะใส่สารเพิ่มคุณภาพในอัตราที่สูง กลิ่นที่ออกมาจึงค่อนข้างแรงจากความเข้มข้นของสารเหล่านี้ เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันเครื่องปลอมที่ใส่สารน้อยกว่ากลิ่นก็มักจะอ่อนกว่าด้วยเช่นกัน แต่ในปัจจุบันวิวัฒนาการการปลอมแปลงก้าวไกลมาก เมื่อคนปลอมสามารถปลอมน้ำมันได้ ทำไมจะหาภาชนะที่ใส่และทำฉลากให้เหมือนกับของจริงไม่ได้
     
    ซึ่งบางทีเขาก็ไปซื้อมาจากโรงงานที่ผลิตภาชนะใส่ที่เดียวกันหรือไม่ก็ทำให้คล้ายกัน จนดูไม่ออก ส่วนเรื่องกลิ่นปัจจุบันนี้นักปลอมน้ำมันเครื่อง ก็จะใส่สารที่มีกลิ่นใกล้เคียงกัน แม้แต่ผู้ที่คุ้นเคย ก็แทบจะแยกไม่ออก
     
    4.ซื้อจากตัวแทนที่น่าเชื่อถือ
     
    การเข้าสถานที่เปลี่ยนน้ำมันเครื่องที่น่าเชื่อถืออาจเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะเราจะสามารถตรวจตราน้ำมันเครื่องและสอบถามที่มาที่ไปของน้ำเครื่องนี้ได้อย่างละเอียดแล้วจึงตัดสินใจได้ และอย่าลืมต้องตรวจสอบตาม 4 ข้อข้างต้นด้วย เพื่อเพิ่มความแน่ใจมากขึ้นไปอีก
     
    เชื่อว่าหลายคนคงไม่อยากเจอกับปัญหารถพังเพราะโดยน้ำมันเครื่องปลอม ซึ่งนอกจากจะเสียเงินถ่ายน้ำมันเครื่องไปแล้ว ยังอาจต้องเสียเงินซ่อมรถเพิ่มขึ้นอีกด้วย เพราะฉะนั้นก่อนซื้อหรือถ่ายน้ำมันเครื่อง อย่าลืมสังเกตให้ดีว่าน้ำมันเครื่องที่ทางร้านนำมาใช้ เป็นของปลอมหรือไม่และได้มาตรฐานหรือเปล่า เท่านี้ก็ไม่ต้องกังวลแล้ว
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!

  • alt

    5 สัญญาณไฟที่คุณควรรู้

    สีไฟเตือน!!บนหน้าปัดบอกอะไร
    เคยสงสัยมั๊ย ว่าไฟที่โชว์อยู่บนหน้าปัดจอรถยนต์ของคุณมันมีความหมายว่าอะไร และมีผลอะไรต่อรถเรามั๊ย??
    วันนี้กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี เลยหาข้อมูลมาเพื่อให้คลายความสงสัย ว่าไฟที่แสดงให้เราเห็นนี้บอกอะไรเรา หากรถมีปัญหาจะได้แก้ไขทัน
     
    1.สัญญาณไฟเตือนระดับน้ำม้นเครื่อง เป็นไปได้สูงว่าระดับน้ำมันเครื่องในรถมีปัญหาอาจจะร้ายแรงถึงขึ้นหมดได้ หากปล่อยไว้นานเครื่องอาจพังได้
     
    2.สัญญาณไฟเตือนอุณหภูมิ แสดงว่าอุณหภูมิของเครื่องยนต์กำลังพุ่งสูง ควรจอดพักรถให้เครื่องยนต์เย็นก่อนเพื่อป้องกันอาการเครื่องพัง
     
    3.สัญญาณเตือนแบตเตอรี่ เพื่อดูว่าประจุไฟฟ้าในแบตเตอรี่เพียงพอต่อการใช้งานหรือไม่ ถ้าสัญญาณเตือนสีแดงรูปนี้ขึ้นมาและรถของเราสตาร์ทไม่ติด ให้ตรวจสอบว่าแบตเตอรี่ยังทำงานดีอยู่หรือไม่
     
    4.สัญญาณเตือนไฟเบรคหรือเบรคมือ จะแสดงขึ้นเมื่อเราใช้เบรคมืออยู่หรือบอกว่ารถของเราเบรคมีปัญหา ให้ปลดเบรคมือออกก่อนเดินทางต่อหรือถ้าปลดแล้วไฟไม่หายไป รีบเอารถเข้าซ่อมโดยด่วนเพราะว่าระบบเบรคหรือน้ำมันเบรคของรถคุณน่าจะมีปัญหา
     
    5.สัญญาณเตือนระบบควบคุมเครื่องยนต์ แสดงว่าเครื่องยนต์รถรถของเราน่าจะเกิดปัญหาเช่นที่ระบบไฟชาร์ต หรือไดชาร์ต ควรที่จะต้องนำรถเข้าตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาย เพราะถ้าปล่อยไปนานๆ อาจจะส่งผลให้ส่วนอื่นเสียได้
     

     
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!

     

     

  • alt

    4 วิธีสังเกตุความผิดปกติของเกียร์ออโต้ง่ายๆ

    ในปัจจุบัน รถยนต์ที่มีระบบ เกียร์ออโต้นั้น เป็นที่นิยมกันเป็นอย่างมาก เพราะสามารถขับได้ง่าย ไม่ต้องเหยียบคลัชท์เวลาเปลี่ยนเกียร์ แต่ด้วยความที่ใช้งานง่าย ทำให้เราไม่ค่อยสนใจที่จะดูแลรักษาระบบเกียร์ของรถยนต์เกียร์ออโต้เท่าใดนัก ซึ่งการละเลยปัญหาความ ผิดปกติ เล็กๆ ของระบบเกียร์ออโต้นี้ ก็อาจจะทำให้คุณปวดหัวหรือเสียค่าซ่อมแพงกว่าที่ควรจะเป็นได้ 
    เรามาดูวิธีสังเกตความผิดปกติของระบบเกียร์ออโต้กันค่ะ
     
    1. เสียงดังผิดปกติเวลาเปลี่ยนเกียร์
    โดยปกติแล้วระบบเกียร์จะประกอบไปด้วยชุดเฟืองหลายๆชุด ดเฟืองก็จะถูกเปลี่ยนตามกำลังของเกียร์ ชุดเฟืองเกียร์จะทำจากโลหะทั้งหมด ซึ่งต้องใช้น้ำมันในการหล่อลื่นชุดเฟือง ซึ่งหากปราศจากน้ำมันในการหล่อลื่น ชุดเฟืองเกียร์จะทำให้ชุดเฟืองเกียร์กระทบกันโดยตรงและมีเสียงดังมาก เพราะเป็นเสียงโลหะกระทบกัน หากคุณเปลี่ยนเกียร์แล้วมีเสียงดัง ควรตรวจสอบชุดเกียร์อย่างเร่งด่วน
     
    2.รอบเครื่องขึ้น แต่รถขับเคลื่อนช้ากว่าที่ควรจะเป็น
    อาการแบบนี้ เรียกว่า อาการคลัทช์ลื่น เกียร์ออโต้แม้ไม่ต้องเหยียบคลัทช์ ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีคลัทช์นะคะ ระบบเกียร์ออโต้จะเป็นคลัทช์อัตโนมัติ อาการคลัชท์ลื่นนี้ อาจเกิดขึ้นจากผ้าคลัชท์ใกล้หมด หรือใช้น้ำมันคลัชท์ผิดประเภท หรือเกิดจากการไปลุยน้ำท่วมสูงมา ก็จะทำให้คลัชท์ลื่น เร่งไม่ไป แต่รอบเครื่องยนต์ขึ้นตามปกติ
     
    3.รถเปลี่ยนเกียร์เอง 
    ข้อนี้ต้องควรระวังเป็นอย่างยิ่งเลย เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้ อาการนี้จะเป็นการที่รถเปลี่ยนเกียร์เองในขณะขับขี่ ซึ่งหากเกิดอาการเช่นขึ เพราะหากเกิดในช่วงที่เป็นจังหวะที่ต้องเร่งแซง แล้วเกียร์เปลี่ยนเอง ก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้
     
    4.มีกลิ่นไหม้
    กลิ่นนี้ไม่ว่าจะเป็นรถประเภทใดย่อมไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย  ชุดเกียร์ก็จะมีการทำงานทำให้มีการเสียดสีกันของโลหะ ซึ่งทำให้เกิดความร้อน การที่มีกลิ่นไหม้ออกมา บ่งบอกว่า เกิดอุณหภูมิสูงกว่าปกติในชุดเกียร์ ควรรีบนำเข้าศูนย์บริการโดยด่วนเลยค่ะ
     
    4 ข้อ ง่ายๆ ที่คุณก็สามารถสังเกตอาการผิดปกติได้ด้วยตัวคุณเอง

    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!
     
    อ้างอิง: Thairath.co.th, Autodeft.com,  Thaitravelcenter.com

  • alt

    7 อุปกรณ์คู่รถ พกไว้อุ่นใจหายห่วง

    รถยนต์คู่ใจ ไปไหนไปกัน เป็นเพื่อนที่พร้อมเดินทางไปกับคุณ ไม่ว่าจะไปไหนเราก็ต้องเตรียมความพร้อมทั้งร่างกายของผู้เดินทางและรถยนต์ของเราด้วย คราวนี้มาดูกันว่ามีอุปกรณ์อะไรบ้าง ที่จะสามารถช่วยชีวิตรถยนต์คู่ใจของคุณเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินระหว่างทางได้
     
    1.ผ้าสะอาด
     
    หากรถของคุณมีคราบไม่พึงประสงค์ หรือเกิดฝ้าที่กระจกด้านใน คุณสามารถนำผ้าเช็คคราบเหล่านั้นได้
     
    2.เครื่องมือประจำรถ
     
    สิ่งสำคัญที่ควรมีติดรถของคุณเลย ถึงแม้ว่าเราอาจจะซ่อมไม่เป็นแต่อย่างน้อยคนที่ผ่านไปมาอาจจะใช้อุปกรณ์เหล่านี้ช่วยเหลือเราได้ เครื่องมือเบื้องต้นที่ควรจะมี ได้แก่ แม่แรง ประแจขันล้อ คีม ไขควง สายพ่วงแบตเตอร์รี่ เทปผ้า ถุงมือ เชือกลากรถ ถังดับเพลิง เป็นต้น
     
    3.น้ำเปล่า
     
    นอกจากมีไว้แก้กระหายแล้ว คุณควรจะมีน้ำเปล่าติดรถไว้สักอย่างน้อย 2-5 ลิตร เพื่อใช้สำหรับกรณีฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นหม้อน้ำแห้งหรือรั่ว ซึ่งถ้าเป็นกรณีแบบนี้แนะนำว่าให้จอดพักรถ รอให้เครื่องยนต์เย็นแล้วค่อยเปิดฝา ระวังอย่าเอาหน้าเข้าไปใกล้เด็ดขาด จากนั้นค่อยๆ เติมน้ำ ใส่หม้อน้ำ ถ้ามีรอยรั่วซึมให้โทรแจ้งอู่ซ่อมทันที และควรเผื่อไว้เติมถังน้ำที่ปัดน้ำฝนด้วย
     
    4.ไฟฉาย
    อุปกรณ์ที่จะช่วยชีวิตคุณได้ในยามค่ำคืน ไฟฉายถือเป็นอุปกรณ์ที่ควรจะมีติดไว้ตลอด เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินอย่างเช่น รถเสียตอนกลางคืน ใช้ช่วยส่องหาของ หรือส่องอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งภายในและนอกรถได้  
     
    5.ยางสำรองและชุดวัดแรงดันลมยาง
    หากเกิดอุบัติเหตุเกี่ยวกับยางรถยนต์ของคุณ ไม่ว่ายางจะรั่ว แตก หรือซึม แน่นอนว่ารถของคุณไม่สามารถไปได้ไกลแน่นอน ดังนั้นเวลาเดินทางไกลอาจจะมีชุดวัดแรงดันลมยาง เพราะอุณหภูมิภายนอกมีผลทำให้ลมยางอ่อนหรือตึงได้ และควรมียางสำรองสำหรับเปลี่ยนเมื่อเจอกับสภาพแวดล้อมที่เราไม่สามารถควบคุมได้อย่าง หิน กรวด ตะปู หรือผิวถนนที่ขรุขระ
     
    6.คู่มือประกันภัยและเอกสารสำคัญคู่ตัวรถ
    เก็บไว้กับตัวให้อุ่นใจ เผื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น แล้วต้องเคลมประกันหรือถูกเรียกค้น จะได้มีเอกสารยืนยันครบถ้วน
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!
     
    ขอบคุณข้อมูลจาก :
     
    pantip.com/topic/30669298
     
    www.thailandsurvival.com
     
    th.answers.yahoo.com
    cpsradiator.com/2012/09/blog-post_13.html
     
    travel.kapook.com/view7810.html
     
    car.kapook.com/view102023.html
     
    tqm ประกันภัย

  • alt

    รองเท้าต้องห้าม เวลาขับรถ!!

    รองเท้าดีเท้าเราก็ไม่เจ็บ การขับรถก็เหมือนกัน ถ้าใส่รองเท้าที่ไม่ดี หรือรองเท้าที่ใส่แล้วไม่สะดวกต่อการขับขี่ก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ วันนี้เรามีสาระดีๆเกี่ยวกับรองเท้าที่ไม่ควรใส่ในการขับรถยนต์มาฝาก มาดูกันค่ะว่ามีรองเท้าแบบไหนบ้าง
     
    1.รองเท้าที่มีขนาดใหญ่กว่าเท้า 
     
    เพราะด้วยความที่มีขนาดใหญ่กว่าเท้าทำให้ใส่แล้วหลวมไม่พอดี แถมใหญ่เทอะทะ อาจทำให้ผู้ขับขี่เหยียบเบรคและคันเร่งไม่ถนัด หรืออาจเหยียบพลาดได้
     
    2.รองเท้าแตะ หรือรองเท้าแตะที่เปียกน้ำ 
     
    ด้วยที่รองเท้าแตะมีโอกาสที่จะลื่นหลุดออกจากเท้าขณะขับขี่ได้ง่าย และพื้นรองเท้าจะลื่นกว่าปกติ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน จะทำให้เหยียบแป้นเบรคพลาด จนเป็นต้นเหตุของการเกิดอุบัติเหตุที่ร้ายแรง
     
    3.รองเท้าส้นสูง 
     
    สุภาพสตรีหลายๆ ท่านที่ใส่รองเท้าส้นสูง อาจจะลืม พอเวลาเร่งรีบ ก็มักไม่ทันเปลี่ยนรองเท้า ใส่ส้นสูงนั้นขับรถไปเลย แต่รู้หรือไม่ว่าการใส่รองเท้าส้นสูงในการขับขี่จะทำให้การเหยียบเบรคหรือคันเร่งไม่เป็นปกติหรือไม่เต็มฝ่าเท้า ซึ่งทำให้อาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้
     
    ดังนั้น รองเท้าที่เหมาะกับการขับขี่รถมากที่สุดจึงควรเป็น "รองเท้าหุ้มส้นที่มีพื้นไม่หนามาก" เพราะเวลาที่เราเหยียบเบรคหรือคันเร่งจะทำให้รองเท้าไม่ลื่นหลุด
     
    สิ่งที่ควรระวังอีกอย่างสำหรับการขับรถ อย่า!!นำรองเท้า หรือสิ่งของต่างๆ ไว้บริเวณใต้เบาะคนขับหรือเบาะหลังที่นั่งคนขับ เพราะถ้าหากเกิดกำารเบรคหรือหยุดรถกะทันหัน สิ่งของเหล่านั้นอาจกลิ้งไปอยู่ใต้แป้นเบรคหรือแป้นคันเร่ง ทำให้เราไม่สามารถหยุดรถได้ทันท่วงที หรืออาจทำให้รถพุ่งชน ซึ่งทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ 
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!
     
    ที่มา : Motor Expo2017

  • alt

    4 ระยะเครื่องยนต์ ที่คนรักรถต้องควรรู้!!

    4 ระยะดูแลเครื่องยนต์ที่คนรักรถต้องควรรู้!!
     
    ระยะที่ 1 : 5,000 - 10,000 กิโลเมตร
     
    ระยะนี้ควรเปลี่ยน "น้ำมันเครื่อง" และ"ไส้กรองน้ำมันเครื่อง"
    น้ำมันเครื่องหากปราศจากการกรอง จะทำให้มีสิ่งสกปรกเข้าไปทำให้พื้นผิวของเครื่องยนต์เสียหายได้ สังเกตดูสีน้ำมันให้ดีอย่าให้มีสีดำเกินไป
     
    ระยะที่ 2: 20,000กิโลเมตร หรือทุกๆปี
     
    ควรเปลี่ยน "ไส้กรองอากาศ " และเป่าทำความสะอาดทุก 3,000-5,000กิโลเมตร
     
    ระยะที่ 3: 20,000-40,000 กิโลเมตร
     
    ควรเปลี่ยน "น้ำมันเกียร์" และ"ไส้กรองน้ำมันเกียร์ "
    ถ้าหากมีเสียงหอน เวลาเดินเครื่องยนต์ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเกียร์ของคุณอาจมีการเสียดสีหรือใกล้พังได้ ควรรีบนำรถไปเปลี่ยนน้ำมันเกียร์และกรองเกียร์
     
    ระยะที่ 4 : 40,000กิโลเมตร หรือทุกสองปี
     
    ควรเปลี่ยน"ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง"
    สังเกตถ้ากำลังเครื่องตก หรือเชื้อเพลิงไหลเข้าปั๊มหัวฉีดไม่ทันควรรีบเปลี่ยนกรองน้ำมันเชื้อเพลิงทันที
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!
     
    ขอบคุณข้อมูลจาก : Taradfilter.com

  • alt

    เบรกรถยนต์ของคุณผิดปกติ รู้ได้ยังไง!!

    เบรกถือว่าเป็นหนึ่งสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ของรถ ไม่ว่าจะขับขี่ไปไหนก็ต้องใช้เบรก เพื่อหุดรถตามความต้องการของผู้ขับขี่ แต่หากเบรกไม่ดี หรือผิดปกติจนไม่สามารถหยุดรถได้ตามความต้องการของเรา ความปลอดภัยในการขับขี่บนท้องถนนไม่มีแน่นอน
    ดังนั้นการตรวจสอบคอยดูแลและสังเกตเบรกของรถตัวเองเป็นประจำ คุณสามารถทำได้ง่ายๆ โดยสังเกตจากเสียงหรือความผิดปกติต่าง ๆ วันนี้เรามีเคล็ดลับเกี่ยวกับวิธีการสังเกตอาการเหล่านี้มาฝากค่ะ
     
    1.เหยียบเบรกแล้วมีเสียงเอี๊ยดๆหรือเสียงคล้ายโลหะเสียดสีกัน
     
    หากรถของคุณมีเสียงแบบนี้ นั่นคือสัญญาณเตือนว่าผ้าเบรกกับจานเบรกเริ่มเกิดการเสียดสีกันจนทำให้เกิดเสียงดังขึ้น แนะนำว่าควรเข้าร้านให้ช่างเช็คดูอาการที่เกิดขึ้น
     
    2.สัญญาณไฟเบรกเตือน
     
    ถ้าสัญญาณไฟเบรกเตือนแบบนี้แสดงว่าเบรกของคุณควรเข้าศูนย์โดยด่วน!! อย่าฝืนใช้งานต่อจนเบรกแตก ซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ ดังนั้นนำรถเข้าศูนย์หาช่างเช็คด่วนๆดีกว่าค่ะ
     
    3.เบรกไม่ค่อยอยู่
     
    หากแตะเบรกแล้วรู้สึกว่ามันไม่ค่อยอยู่ รู้สึกเบรกตื้อๆต้องใช้แรงมากกว่าปกติ เบรกต่ำ เบรกแล้วจมมากกว่าปกติ อาการแบบนี้อาจบ่งบอกว่าลูกยางแม่ปั้นเบรก หม้อลม ปั้มไดชาร์จ วาล์ว มีปัญหาสิ่งที่ควรทำคือรีบไปหาช่างโดยด่วน
     
    4.เบรกแล้วรู้สึกรถลอยๆหรือสั่น
     
    อาการเหยียบเบรกแล้วรู้สึกว่ารถของคุณลอยๆ หรือเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง หรือว่าบางทีรู้สึกได้ว่ารถสั่นๆ ทั้งจากแป้นเบรกหรือสั่นขึ้นมาจนถึงพวงมาลัย อาการแบบนี้แสดงว่าเบรกของคุณเกิดอาการเฟดหรือเริ่มเบรคไม่อยู่ที่ความเร็วสูง ควรแวะหาช่างเพื่อให้ตรวจสอบน้ำมันเบรกและจานเบรกโดยด่วน ซึ่งอาการที่ว่านี้อาจเกิดขึ้นหลังจากที่ขับรถไปลุยน้ำมาก็ได้เช่นกัน
     
    5.เบรกมีกลิ่นไหม้
     
    อาการนี้ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นกับรถเกียร์ออร์โต้เป็นส่วนใหญ่ หรืออาจเกิดจากคนขับรถที่ชอบเหยียบเบรกแช่จนเกิดปัญหาเบรกติดและไหม้ในที่สุด ซึ่งอาการแบบนี้กลิ่นไหม้จะมาก่อนเลย บางคันอาการหนักหน่อยก็มีควันลอยขึ้นมาจากกระโปรงหน้ารถด้วย ดังนั้นทางที่ดีรีบเอารถไปหาช่างให้ไวที่สุด 
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!
     

  • alt

    ขับรถลุยน้ำท่วมอย่างไรให้ปลอดภัย???

    ขับรถลุยน้ำท่วมอย่างไรให้ปลอดภัย???
     
    เรื่องของธรรมชาติไม่สามารถห้ามกันได้ แม้แต่ปัญหาน้ำท่วม การขับรถลุยน้ำท่วมนี้เชื่อว่าไม่มีใครอยากขับลุยกันแน่ แต่หากเกิดเหตุจำเป็นหรือไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้จริงๆ คุณก็ต้องขับลุยไป วันนี้ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี มีเคล็ดลับดีๆมีฝากค่ะ
    1.สังเกตระดับน้ำ 
    หากระดับน้ำสูงกว่าท้องรถแนะนำว่าไม่ควรเสี่ยง หรือประเมินระดับน้ำแล้วว่าท่อไอเสียไม่จมมิดน้ำ ก็สามารถลุยน้ำท่วมที่อยู่ตรงหน้าได้ แต่ทางที่ดีควรเลี่ยงเส้นทางให้พ้นจากน้ำท่วม
     
    2.ปิดแอร์
    การเปิดแอร์ขณะที่ขับรถลุยน้ำท่วม พัดลมกำลังทำงาน จะทำให้พัดน้ำเข้ามาในห้องเครื่องเสี่ยงไฟช็อตและเครืองยนต์ดับได้
     
    3.ใช้เกียร์ต่ำ
    เกียร์ออโต้ให้ใช้เกียร์ D1-D2 หรือ L ส่วนเกียร์ธรรมดา ให้ใช้ประมาณเกียร์ 2 และใช้ความเร็วต่ำ 
     
    4.อย่าเบรกกะทันหัน
    เพราะอาจจะทำให้รถเสียการทรงตัวได้
     
    เมื่อพ้นระยะลุยน้ำ
     
    5.ห้ามดับเครื่องทันที
    ให้ติดเครื่องยนต์ไว้สักพัก เพื่อไล่น้ำที่ย้อนมาจากทางท่อไอเสีย
     
    6.เหยียบเบรกย้ำๆ
    เพื่อไล่น้ำออกจากระบบเบรก
     
     แน่นอนว่าการขับรถลุยน้ำท่วมเป็นเรื่องที่เสี่ยง หากรถดับกลางน้ำไม่ควรสตาร์ทอีก เพราะว่าน้ำจะย้อนเข้าระบบ คุณต้องเข็นรถให้พ้นน้ำท่วมไปจอดพักไว้
    ดังนั้นก่อนที่คุณจะตัดสินใจลุยก็อย่าลืมประเมินระดับน้ำและดูพื้นที่อย่างรอบคอบกันด้วย หากดูแล้วไม่ไหวหลบเข้าข้างทางอาจจะเสียเวลาบ้าง
    แต่ไม่ต้องเสียสตางค์ซ่อมรถจะดีกว่านะคะ
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!
     

  • alt

    4 ผลร้ายที่มากับการ ขับรถตกหลุม

    ขับรถตกหลุมบ่อย กับ 4 ผลร้ายที่ตามมา
     
    แม้จะหลีกเลี่ยงสักเท่าไหร่ ก็อดไม่ได้ที่จะเจอกับหลุมบ่อบนท้องถนนในเมืองไทย ซึ่งการขับรถตกหลุมอาจทำให้เกิดผลเสียโดยที่คุณคาดไม่ถึง เราลองมาดูกันว่าผลร้ายของการขับรถตกหลุมบ่อยๆมีอะไรบ้าง??
     
    1.เสี่ยงยางบวม-แม็กคด
      การขับรถตกหลุมด้วยความเร็วสูง อาจส่งผลให้ยางได้รับแรงกระแทกจนทำให้เกิดอาการบวมได้ ซึ่งยางที่บวมเมื่อใช้ไปนานๆ ก็เสี่ยงต่อการระเบิดได้อีก รวมไปถึงอาจพบปัญหาล้อแม็กคด หรือหากรุนแรงก็ทำให้เกิดการแตกร้าวได้ด้วยเช่นกัน
     
    2.ช่วงล่างบอบช้ำ
       การขับรถตกหลุมบ่อยๆ จะส่งผลต่อช่วงล่างโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นลูกหมาก, แร็ค, โช๊คอัพ, ปีกนก, บูช ฯลฯ หากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ล้อรถตกหลุม หรือหากเลี่ยงไม่ได้ก็ใช้ความเร็วให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
     
    3.ตัวถังเกิดความเสียหาย
       หากตกหลุมลึกอย่างรุนแรง อาจส่งผลให้ตัวถังได้รับความเสียหายด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นกันชนหน้า, กันชนหลัง, ขอบตัวถังด้านล่าง รวมถึงชิ้นส่วนใต้ตัวรถหรือท่อไอเสียก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน
     
    4.ชิ้นส่วนหลวม เกิดเสียงดัง
     การขับรถตกหลุมบ่อยครั้ง อาจทำให้ชิ้นส่วนที่เป็นจุดเชื่อมต่อของตัวถังเกิดอาการหลวม จนเป็นสาเหตุให้มีเสียงตึงตังภายในห้องโดยสารมากขึ้น 
     
     
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!
     
    ที่มา//sanookauto
     

  • alt

    ขับรถเที่ยวหน้าหนาวอย่างไร ให้ปลอดภัย

    เข้าสู่ช่วงฤดูหนาวแล้ว หลายๆคนคงวางแผนไปเที่ยวชมธรรมชาติของขุนเขา และสัมผัสอากาศหนาว ซึ่งเส้นทางบนภูเขามักคดเคี้ยว เป็นทางโค้งลาดชัน อีกทั้งมีหมอกปกคลุมเส้นทาง ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัยวันนี้ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี มีเคล็ดลับดีๆ มาฝากกันค่ะ
     
    1. เลือกใช้เกียร์ให้เหมาะสม
     
    หากเป็นเกียร์ธรรมดา ให้ใช้เกียร์ต่ำ (เกียร์ 1 – 2) ส่วนเกียร์อัตโนมัติให้ใช้เกียร์ 2 ขณะขับขึ้นลงเขา และใช้เกียร์ D เมื่อวิ่งบนทางราบ
     
    2. สังเกตข้างทาง
     
    หมั่นสังเกตป้ายบอกทางจะได้วางแผนการขับขี่และใช้ความเร็วอย่างเหมาะสม 
     
    3.กรณีที่หมอกลงจัด
     
     เปิดไฟหน้ารถ ไฟตัดหมอก ขับรถให้ช้ากว่าปกติ ไม่ขับชิดคันหน้า ไม่แซง ไม่เปลี่ยนช่องทางหรือหยุดรถในระยะกระชั้นชิด ไม่เปิดใช้สัญญาณไฟฉุกเฉิน หากมองไม่เห็นเส้นทาง ให้จอดรถพ้นเส้นทางเดินรถหรือบริเวณที่ปลอดภัย รอจนหมอกเบาบางลงค่อยขับรถต่อ กรณีมีละอองฝ้าเกาะตามกระจกรถ ให้เปิดที่ปัดน้ำฝน หรือใช้ผ้าแห้งเช็ด ปรับลดอุณหภูมิภายในรถ เปิดกระจกหน้าต่างรถไว้เล็กน้อย จะช่วยไล่ละอองน้ำที่เกาะตามกระจกรถ
     
    4.การขับเข้าโค้ง
     
    พยายามขับรถในช่องทางของตนเอง ห้ามแซงบริเวณทางโค้ง ไม่ปลดเกียร์ว่าง ไม่เหยียบคลัทซ์ และเบรคกะทันหัน เพราะจะทำให้เกิดแรงเหวี่ยง จนรถเสียหลักหลุดออกนอกเส้นทาง 
     
    5. การขับขี่
     
    ไม่ควรขับรถเร็ว หรือหยุดรถกะทันหัน เพราะจะทำให้รถเสียการทรงตัวอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ และไม่ควรใช้เกียร์ว่างขณะขับรถลงจากเขา
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!
     
    ที่มา :: kapook.com
     

  • alt

    ไฟตัดหมอก ใช้ตอนไหนไม่ผิด!!

    อุปกรณ์ออพชั่นเสริมเพื่อการส่องสว่างยามค่ำคืนของตัวรถที่เรียกกันว่า 'ไฟตัดหมอก' ซึ่งหลายคนอาจจะไม่รู้มาก่อนว่ามันต้องใช้อย่างไร การเปิดไฟตัดหมอกอย่างพร่ำเพรื่อ นอกจากจะแสดงถึงมารยาทที่ไม่ดีในการใช้รถใช้ถนนแล้ว อาจโดนจับได้ในข้อหาเปิดไฟตัด หมอกโดยไม่มีสาเหตุ มีโทษสูงสุดปรับ 500 บาทอีกด้วย วันนี้กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี มี 4 สถานการณ์ที่สามารถใช้ไฟตัดหมอกมาฝากกันค่ะ
     
    1.ฝนตกหนัก
     
    คุณสมบัติในการกระจายแสงของไฟตัดหมอกจะช่วยให้คุณเป็นที่สังเกตได้ง่ายในช่วงที่ฝนกำลังตกหนัก และเพิ่มวิสัยทัศน์ในการมองเห็นให้ดียิ่งขึ้น
     
    2.หมอกหนา 
     
    โดยมากเรามักจะคิด ว่าไฟตัดหมอกนั้นจะใช้เฉพาะการขับรถหน้าหนาว แต่ ความจริงแล้ว เมื่อใดก็ตามที่ขึ้นภูเขา หรือที่สูง และพบว่าคุณตกอยู่ในทัศนวิสัยการขับขี่ที่ไม่ดี เจ้าไฟตัดหมอกนี่แหละที่เป็นตัวช่วยอย่างดี เลย
     
    3.หลังฝนหยุดในช่วงเวลากลางคืน
     
    โดยปกติ เมื่อฝนหยุดแล้ว ถนนจะยังเปียกชื้น แม้ว่าจะเปิดไฟสูงไป แต่เราก็จะพบว่ามันไม่ค่อยสว่างมากนัก การหันมาเพิ่มความเข้มของแสงด้วยไฟตัดหมอกจะช่วยขจัดปัญหานี้ และช่วยลดการสะท้อนของน้ำที่ผิวถนนไปด้วยในตัว
     
    4.ขับผ่านกลุ่มควัน
     
    ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้หญ้า หรืออะไรก็ตามที่คุณพบว่า ทำให้ไม่สามารถมองเห็นทางข้างหน้าเกินกว่า 50 เมตร ก็สามารถเปิดใช้ไฟตัดหมอกได้โดยไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!
     
    ที่มา :: toyotabuzz.com

  • alt

    5 สิ่งที่คนใช้รถมักเข้าใจผิด

    อุบัติเหตุบนท้องสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเพราะความประมาทหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ก็ยังมีอีกหลายพฤติกรรมในการขับขี่ที่หลายคนเข้าใจผิด จนนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุได้เหมือนกัน กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี จึงขอแนะนำ 5 สิ่งที่คนใช้รถมักเข้าใจผิดมาโดยตลอดมาฝากกันค่ะ
     
    1.เปิดไฟฉุกเฉินเมื่อข้ามสี่แยก
     
    แม้ว่าผู้ขับขี่จะมีเจตนาดีที่ต้องการแจ้งให้รถคันอื่นทราบว่าต้องการตรงไป แต่การกระทำดังกล่าวจะทำให้รถที่แล่นมาทางด้านข้างเข้าใจผิดคิดว่าเตรียมจะเลี้ยว ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุได้ การขับรถข้ามสี่แยกที่ถูกต้องนั้น เพียงแค่เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ให้รถทางหลักวิ่งผ่านไปก่อน โดยไม่จำเป็นต้องเปิดไฟฉุกเฉินใดๆทั้งสิ้น
     
    2.เลี้ยวซ้ายผ่านตลอดทุกแยก
     
    ตามกฎหมายแล้วสามารถเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดได้ก็ต่อเมื่อมีป้ายระบุไว้เท่านั้น หากมีป้ายให้หยุดรอสัญญาณไฟ หรือสัญญาณไฟจราจรเลี้ยวซ้ายโดยเฉพาะ หรือแม้กระทั่งไม่มีป้ายใดๆติดตั้งไว้อยู่เลย ก็จำเป็นต้องรอสัญญาณไฟเขียวพร้อมกับทางตรงด้วยเช่นกัน
     
    3.ไฟตัดหมอกสามารถใช้แทนไฟหน้าได้
     
      ซึ่งหากเปิดใช้ในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม แสงจากหลอดไฟตัดหมอกจะไปแยงและรบกวนสายตาผู้ที่ขับรถสวนทางมาทำให้ตาพร่ามัว จึงมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุได้สูงกว่าปกติ
     
    4.รถใหญ่ผิดเสมอ
     
     หลายคนยังคงมีความคิดว่าหากรถมอเตอร์ไซค์ชนกับรถเก๋ง รถเก๋งจะกลายเป็นฝ่ายผิดเสมอ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่มีกฎหมายใดๆ บัญญัติไว้แบบนั้น เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา การตัดสินว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดนั้น จะต้องอยู่บนพื้นฐานว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายประมาท
     
    5.ขับเร็วกว่าวิ่งขวาได้
     
    หลายๆ คนคงจะมีพฤติกรรมในการขับรถแช่ขวา เนื่องจากเห็นว่าขับรถด้วยความเร็วสูงสุดตามกฎหมายกำหนดแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องหลบซ้ายเพื่อให้รถที่เร็วกว่าแซงไป ซึ่งตามหลักกฎหมายนั้น ช่องทางด้านขวาบนถนนที่มีตั้งแต่ 2 เลนขึ้นไป มีไว้สำหรับแซงเท่านั้น แม้ว่าจะใช้ความเร็วสูงสุดตามกำหนดแล้ว ก็มีความจำเป็นต้องหลบให้รถที่เร็วกว่าแซงไปอยู่ดี

    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!

    ที่มา :: auto.sanook.com

     

  • alt

    5 สิ่งที่ไม่ควรทำในรถเกียร์ธรรมดา

    แม้ว่าเกียร์ธรรมดาจะขึ้นชื่อในเรื่องของความทนทานและง่ายต่อการบำรุงรักษา แต่ถ้าหากคุณใช้อย่างผิดวิธี ก็จะส่งผลต่ออายุการใช้งานของระบบเกียร์และคลัทช์ได้ วันนี้กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจขอแนะนำ สิ่งที่ไม่ควรทำกับรถเกียร์ธรรมดา มาดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง
     
    1.ไม่เหยียบคลัทช์ค้างไว้ในขณะที่จอดติดไฟแดง
     
    เพราะจะทำให้ลูกปืนคลัชท์เสื่อมสภาพเร็วยิ่งขึ้น ทางที่ดีจึงควรใส่เกียร์ว่างทุกครั้งเมื่อรถหยุด
     
    2.ใช้เกียร์สูงขณะที่ความเร็วต่ำ
     
    ไม่ควรใช้เกียร์สูงในขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำ เช่น ใช้เกียร์ 5 ขณะขับขี่ด้วยความเร็วต่ำเพียงแค่ 40 กม./ชม. เป็นต้น โดยเฉพาะการเหยียบคันเร่งจมมิด เพราะจะเป็นการฉุดกำลังเครื่องยนต์ เร่งไม่ขึ้น อีกทั้งยังเปลืองน้ำมันโดยใช่เหตุอีกด้วย 
     
    3.ไม่เร่งเครื่องขณะจอดติดทางชัน
    หากรถจอดติดทางชัน ไม่ควรใช้วิธีเร่งเครื่องเพื่อป้องกันรถไหล เพราะอาจทำให้คลัทช์ไหม้ได้ ทางที่ดีควรเหยียบเบรก ปลดเกียร์ว่าง แล้วจึงดึงเบรกมือค้างไว้ หากกลัวว่ารถจะไหลไปข้างหลังขณะออกตัว ให้ใช้วิธีดึงเบรกมือจนสุด เร่งเครื่องยนต์ตามปกติ จากนั้นจึงปลดเบรกมือลง จะช่วยให้รถไม่ไหลลงทางชัน 
     
    4.ไม่ควรวางมือไว้บนคันเกียร์
     
    หลายๆคน ส่วนใหญ่มักใช้คันเกียร์เป็นที่พักมือ ไม่ว่าจะเป็นเกียร์ธรรมดาหรือเกียร์ออโต้ ซึ่งในกรณีเกียร์ออโต้ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่สำหรับเกียร์ธรรมดานั้น หากกดน้ำหนักมือมากจนเกินไป จะสร้างแรงกดไปยังก้ามปูเกียร์ ซึ่งอาจทำให้เกิดการหลวมจนเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควรจะเป็น
     
    5.ไม่วางเท้าบนแป้นคลัทช์
     
    เป็นข้อห้ามที่หลายๆ คนเคยได้ยินบ่อยที่สุดสำหรับรถเกียร์ธรรมดาเลยก็ว่าได้ เพราะการวางเท้าบนแป้นคลัทช์ด้วยน้ำหนักมากจนเกินไป จะทำให้ชุดคลัทช์เกิดการเสียดสีจนทำให้คลัทช์หมดได้ บางกรณีอาจทำให้เกิดอาการคลัทช์ไหม้ได้อีกด้วย
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!
     
    ที่มา :: auto.sanook.com

  • alt

    อาการผิดปกติ เมื่อรถใกล้พัง!!

    รถที่เราใช้กันทุกวัน บางครั้งมีอาการผิดปกติเพียงเล็กน้อย อาจทำให้เราละเลยที่จะใส่ใจก็เป็นได้ แต่จริงแล้วเราควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของรถให้ดีไม่ว่าจะเป็นรถเก่าหรือรถใหม่ก็สามารถเกิดอาการผิดปกติได้ทั้งนั้น!!
    ซึ่งหากรถของคุณมีอาการผิดปกติก็ควรรีบนำไปเช็กหรือซ่อมทันที ดังนั้นเรามาดูกันว่าอาการผิดปกติอย่างไรที่คุณควรใส่ใจรถของคุณกันค่ะ
     
    1.พวงมาลัย
     
    หากมีอาการสั่น หนักผิดปกติ หรือหลวมเกินไป ให้รีบนำไปเช็ก หรือซ่อม เพราะไม่อย่างนั้นอาจทำให้ลูกยางต่างๆ รวมไปถึงยางเฟืองท้ายเสียหายตามไปด้วย
     
    2.เกียร์
     
    หากมีเสียงดังขณะเข้าเกียร์ เปลี่ยนเกียร์ยากขึ้น  หรือห้องเกียร์มีน้ำมันไหลออกมาควรรีบไปเช็คโดยด่วน
     
    3.คลัทช์
     
    หากเหยียบคลัทช์แล้วเข้าเกียร์ยากขึ้น  เหยียบแป้นคลัทช์แล้วมีเสียงดังผิดปกติ คลัทช์ลื่น เหยียบคลัทช์แล้วจมไม่เด้งกลับคืนมา  แป้นคลัทช์สั่นไปมา ขึ้นๆ ลงๆ
     
    4.เบรก
     
    หากหยุดรถไม่อยู่ เบรกลื่น เบรกแล้วรถปัดไปมาทางใดทางหนึ่ง แป้นเบรกจมลงไปไม่เด้งกลับมา เหยียบแป้นเบรกแล้วมีเสียงดัง 
     
    5.น้ำมันหล่อลื่นต่างๆ
     
    ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันคลัทช์ น้ำมันเพาเวอร์ หากมีสัญญาณเตือนขึ้นมาที่หน้าปัดรถยนต์ขณะขับขี่ ให้รีบขับรถไปที่อู่เพื่อตรวจเช็กตรวจหาสาเหตุ เพราะหากขับต่อไปเครื่องยนต์อาจเสียหาย
     
    6.ยาง
     
    ควรสังเกตุดูที่บริเวณดอกยาง หากมีการสึกหรอไม่เท่ากันอาจเป็นได้หลายสาเหตุ เช่น ยางลมอ่อนเกินไปดอกยางขอบล้อจะสึกหรอมากกว่าตรงกลาง เป็นต้น
     
    หากเกิดเหตุการณ์ตามที่กล่าวมา หรือมีเหตุอื่นๆ ที่ไม่ปกติ คุณควรรีบไปจัดการแก้ไข ตรวจเช็ก และซ่อมแซมโดยทันที เพราะปัญหาเล็กๆ อาจลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่โตได้
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!

  • alt

    รถผิดปกติ รู้ได้จากกลิ่น!!

    เราสามารถสังเกตุอาการผิดปกติของรถยนต์ได้จาก อาการกระตุก สั่น หรือมีเสียงดังผิดปกติจากจุดต่างๆ รวมไปถึง " กลิ่น" ผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวรถก็เช่นกัน ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้อาจส่งผลเสียร้ายแรงและเสียค่าใช้จ่ายสูง วันนี้กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี มีทริคการดูว่า กลิ่นผิดปกติที่ควรตรวจสอบและแก้ไขอย่างด่วนนั้นมีอะไรบ้าง
     
     1. กลิ่นไหม้
     
    ถือว่าเป็นกลิ่นที่สำคัญมากเพราะอาจเป็นกลิ่นของระบบไฟฟ้าหรือสายไฟในรถไหม้ ไม่ว่าจะเป็นไฟลัดวงจร หนูกัด หรือเกิดจากความเก่าของสายไฟ นอกจากนี้อาจเกิดจากสายพานขับหรือท่อทางเดินต่างๆ ที่หลุดออกจากข้อต่อและมีการเสียดสีกับชิ้นส่วนอื่นๆ 
     
    2.กลิ่นพรมไหม้
     
    กลิ่นนี้อาจหมายความว่าระบบเบรกของคุณกำลังมีปัญหา เพื่อความปลอดภัยควรตรวจเช็คระบบเบรกทันที จากนั้นจึงเรียกช่างหรือแวะรถเข้าอู่เพื่อทำการซ่อม หากฝืนขับต่ออาจทำให้เบรกแตกได้
     
    3.กลิ่นน้ำมันเบนซิน
     
    กลิ่นนี้ก็เป็นอีกหนึงกลิ่นที่ถือว่าอันตราย เพราะเป็นสัญญาณที่บอกว่ามีน้ำมันรั่วมาจากส่วนใดส่วนหนึ่งของรถ ไม่ว่าจะเป็น สายหัวฉีดเชื้อเพลิงรั่ว ถังน้ำมันรั่ว น้ำมันเพาเวอร์รั่ว หรือซีล+ฝาเติมน้ำมันรั่ว ซึ่งกรณีนี้หากฝืนขับต่อไปอาจทำให้รถลุกไหม้ได้
     
     
    4.กลิ่นหวาน
     
    หากคุณได้กลิ่นคล้ายกับน้ำเชื่อม นั่นหมายความว่ามีน้ำยาทำความเย็นรั่วไหลออกมาจากเครื่องยนต์ ถึงแม้ว่ากลิ่นนี้จะไม่เป็นอันตรายแต่ก็ส่งผลต่อระบบการทำงานของรถไม่น้อยเลยทีเดียว
     
    5.กลิ่นเหมือนไข่เน่า
     
    กลิ่นเหม็นเหมือนแก๊สแบบนี้ แสดงว่าระบบฟอกไอเสียของรถคุณกำลังทำงานหนักเกินไป หากปล่อยไว้ก็อาจจะทำให้ระบบเครื่องยนต์ของคุณมีปัญหาอาจต้องเสียค่าซ่อมในราคาแพงก็ได้
     
    6.กลิ่นเหมือนน้ำมันถูกเผา
     
    กลิ่นนี้เป็นสัญญาณของความผิดปกติไม่ว่าจะเป็น การรั่วของน้ำมันเครื่อง เครื่องยนต์ทำงานหนักเกินไป เกย์วัดความร้อนพัง หรือเครื่องปรับสูญญากาศทำงานผิดปกติ 
     
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!

  • alt

    จะทำอย่างไรยางระเบิด!!!

    เมื่อขับรถไปแล้วเกิดเสียงบึ้มม ขึ้นมาพร้อมกับรถที่กระตุกอย่างรุนแรงนั้น นั้นหมายความว่ายางรถยนต์ของคุณเกิดการระเบิด เรามาดูเทคนิคการเอาตัวรอดเมื่อยางระเบิดกันค่ะ
     
    ก่อนอื่นเรามาดูกันว่า สาเหตุที่ทำให้ยางระเบิดมีอะไรบ้าง
     
    1.ยางบวมหรือมีรอยแตกลายงา
     
    เมื่อเราขับขี่ไปสักระยะ อาจจะมีการขับไปครูดกับขอบถนนหรือแม้แต่ขอบท่อต่างๆ ทำให้เกิดอาการ “ยางบวม” ขึ้นได้ โดยมากแล้วจะเกิดบริเวณแก้มยาง ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งด้านในและด้านนอกเป็นบริเวณที่บางที่สุดทำให้ยางระเบิดได้
    ในส่วนของการ แตกลายงา ของยาง อาจจะเกิดได้จากทั้งสภาพของยางที่ใกล้หมดอายุเนื่องจากใช้งานมานานหรือยางเปอร์เซ็นต์ที่เราเลือกใช้เป็นยางที่ใกล้หมดอายุนั่นเอง
     
    2.ปริมาณลมยางไม่เหมาะสม
     
    สาเหตุที่ทำยางระเบิดนั้นเกิดจากลมยางที่อ่อนเกินไป ซึ่งนอกจากเปลืองน้ำมันแล้ว เวลาที่รถวิ่งเป็นระยะเวลานานๆ จะเกิดความร้อนจนทำให้บริเวณแก้มยางที่บางที่จุดนั้นฉีกขาดทำให้เกิดยางระเบิดขึ้นได้ ดังนั้นเราจึงควรหมั่นเช็คลมยางอยู่เสมอ
     
    3.บรรทุกน้ำหนักมากเกินไป
     
    รถที่บรรทุกมากจนเกินไปจนยางรับไม่ไหว อาจทำให้ยางเกิดระเบิดขึ้นได้ โดยทั่วไปที่เรามักเห็นเศษยางที่อยู่ตามท้องถนน ซึ่งล้อรถบรรทุกเป็นแบบล้อคู่ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันเหตุการณ์นี้ไว้อยู่แล้ว
     
    4.การใช้ความเร็วมากเกินไป
     
    ยิ่งขับเร็วมากความร้อนที่ยางจะสูงตามไปด้วย และเมื่อเกิดยางระเบิดในขณะที่ขับรถด้วยความเร็วสูงแล้วล่ะก็ โอกาสที่จะเสียการควบคุมรถก็จะยิ่งมีมากยิ่งขึ้น
     
    5.เหยียบตะปูหรือเรือใบ หรือของมีคม
     
     
    สิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่อยู่บนพื้นถนนนั้น ผู้ขับขี่รถยนต์มีโอกาสที่จะเหยียบได้ แรงวิ่งและน้ำหนักของรถจะไปกดให้เกิดความเสียหายที่รุนแรงกว่าปกติ อาจถึงขั้นยางระเบิดได้เลยเหมือนกัน
     
    เทคนิคการเอาตัวรอดเมื่อยางระเบิด!!
     
    1.จับพวงมาลัยรถยนต์ให้มั่น
     
    เพราะรถจะเสียการทรงตัวไปมา และเราต้องประคองให้รถไม่ปัดไปมาจนไปชนกันรถในเลนส์ข้างเคียง
     
    2.ยกเท้าออกจากคันเร่ง
     
    อย่าเหยียบเบรกในทันทีหรือใช้เบรกมือโดยเด็ดขาดเพราะจะทำให้รถหมุน ค่อยๆ ปล่อยให้ความเร็วของรถค่อยๆ ลดลงในขณะที่เราประคองพวงมาลัยไว้ด้วย
     
    3.ค่อยๆ แตะเบรกซ้ำๆ เมื่อรถลดความเร็ว
     
    การเหยียบเบรกซ้ำๆ เบาๆ เพื่อป้องกันรถหมุนครับ ห้ามใช้เบรกมือหรือเหยียบครัชโดยเด็ดขาดเพื่อป้องกันรถหมุนและควคุมไม่ได้ จากนั้นให้เปิดไฟเลี้ยวเพื่อขอทางเอารถจอดข้างทางพร้อมเปลี่ยนเกียร์ต่ำอย่างปลอดภัยในที่สุด
     
    4.เปลี่ยนยางอะไหล่
     
    เมื่อเราผ่านวิกฤตยางระเบิดมาได้แล้ว ต่อมาก็สูดหายใจลึกๆ และตั้งสติ จากนั้นจัดการเปลี่ยนยางรถยนต์จากยางอะไหล่ที่มีติดรถไว้ หรือโทรหาอู่ที่ใกล้ที่สุดเพื่อเปลี่ยนยาง เพื่อเดินทางอย่างปลอดภัยต่อไป
     
    อย่าลืมว่าอุบัติเหตุบนท้องถนนนั้นเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา นอกจากความไม่ประมาทในการขับขี่รถยนต์แล้ว การมีสติเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก็มีความสำคัญมาก ถ้ายังไงก็ไม่ควรประมาทนะคะ
     
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!
     

  • alt

    6 เคล็ดลับง่ายๆ ในการทำความสะอาดรถยนต์

    สำหรับใครที่ชอบดูแลรักษารถยนต์ด้วยตัวเอง วันนี้เรามีเคล็ดลับในการนำสิ่งต่างๆในบ้านมาประยุกต์ใช้ในการดูแลรักษาความสะอาดรถของเรา นอกจากจะได้ผลลัพธ์ที่ดีแล้วยังช่วยประหยัดเงินไปในตัวอีกด้วย 
     
    1.ครีมนวดผมล้างรถ
     
    ในครีมนวดผมที่เราใช้ส่วนมากจะมีส่วนผสมของลาโนตินที่มีคุณสมบัติคล้ายกับแว๊กซ์ที่ใช้ในการเคลือบเงารถ หากเราใช้ครีมนวดผมล้างรถเวลาโดนน้ำน้ำจะไม่เกาะตัวรถอีกด้วย
     
    2.ผสมว้อคก้าลงในน้ำยาทำความสะอาดกระจก
     
    ให้นำว้อดก้า 3 ถ้วยตวง ผสมน้ำเปล่า 4 ถ้วยตวง และน้ำยาล้างจาน 2 ช้อนโต๊ะ เขย่าให้เข้ากัน และเทลงไป แค่นี้คุณก็มีน้ำยาฉีกกระจกทำเอง แถมคุณภาพดีอีกด้วย
     
    3.ทำความสะอาดไฟหน้าด้วยถุงน่อง
     
    ลองใช้ถุงน่องคู่เก่าฉีดด้วยน้ำยาเช็ดกระจกและถูทำความสะอาดไฟหน้ารถของคุณดูสิคะ รับรองว่าไฟหน้าเก่าๆก็จะกลับมาสดใสเหมือนใหม่แน่นอน
     
    4.เช็ดกระจกด้วยทิชชู่เปียก
     
    ในกรณีที่คุณรีบหรือหาน้ำยาเช็ดกระจกไม่ได้ เพียงแค่คุณนำทิชชู่เปียก ที่เรามักเอาไว้ใช้ล้างมือ หรือเข้าห้องน้ำ มาลองเช็ดกระจกดู ทั้งกระจกหน้า และกระจกข้าง ก็จะกลับมาใสสะอาดง่ายๆ 
     
    5.ทำความสะอาดที่ปัดน้ำฝนด้วยแอมโมเนีย
     
    ที่ปัดน้ำฝนหากใช้ไปนานๆ มักจะมีคราบเปื้อน และหากคุณยิ่งปัดก็จะยิ่งเป็นคราบ วิธีแก้ง่ายๆ คือ ผสมแอมโมเนีย 1/4 ถ้วยตวง ผสมน้ำเย็น 4 ถ้วยตวง ค่อยๆ ยกที่ปัดน้ำฝน นำผ้านุ่มๆ สะอาดชุบสารละลายดังกล่าว และเช็ดที่ปัดน้ำฝน แค่นี้ก็สะอาด ใช้งานได้ดีเหมือนเดิม
     
    6.ทำน้ำยาล้างรถใช้เองด้วยเบคกิ้งโซดา
     
    ผสมเบคกิ้งโซดา 1/4 ถ้วยตวง, น้ำยาล้างจาน 1/4 ถ้วยตวง ใส่ทั้งสองส่วนลงในแกลลอน และใส่น้ำจนเกือบเต็ม ปิดฝา และเขย่าให้ส่วนผสมเข้ากันดี พอเวลาจะล้างรถให้นำสารละลายดังกล่าว 1 ถ้วย ลงในกระป๋อง ผสมน้ำอุ่น ตีให้เข้ากัน แล้วนำมาล้างรถได้เลยจ้า
     
    เคล็ดลับดีๆ ต้องบอกต่อ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะคะ

    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!

     

  • alt

    เบรกแตก....ทำยังไงดี!!

    ปัญหาที่มักพบเจอกันบ่อยในการขับรถบนท้องถนนนั้นคงไม่พ้นอาการที่เรียกกันว่า "เบรกแตก" ถือเป็นเรื่องที่คุณจะประมาทไม่ได้
    เพราะอาการเช่นนี้คุณจะไม่สามารถหยุดรถหรือชะลอความเร็วของรถได้โดยวิธีการปกติ ซึ่งในปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่นิยมหันมาใช้เกียร์อัตโนมัติกันมากขึ้น
    ทำให้การควบคุมรถเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมานั้นทำให้เบรกกะทันหันได้ยากยิ่งขึ้น
     
    อาการเบรกแตก เป็นอาการที่ถือได้ว่าจะเกิดขึ้นได้ยาก โดยสาเหตุนั้นส่วนใหญ่เกิดจากการขาดการดูแลรักษาระบบห้ามล้ออย่างถูกต้อง โดยเฉพาะผ้าเบรค
    หรือระบบเบรคได้รับความเสียหายจากการขับขี่ โดยระบบเบรกที่ใช้นี้เป็นระบบไฮดรอลิกที่ใช้น้ำมันหล่อลื่น ซึ่งหากเกิดความขัดข้อง ระบบเบรกก็จะไม่ทำงาน
    และไม่สามารถหยุดรถได้ ซึ่งก็คืออาการเบรกแตกนั้นเอง
     
    เมื่อเบรกแตกต้องทำอย่างไร??
    1.ตั้งสติ สิ่งสำคัญอันดับแรก ๆ เลยเมื่อเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ คุณควรที่จะต้องตั้งสติเพื่อให้คุณแก้ไขสถานการณ์การเบรกแตกนั้น ซึ่งหากเจอช่องว่าให้คุณขับชิดซ้ายทันทีเพราะการขับรถเบรกแตกไม่ว่าจะช้าหรือเร็วยังไงก็ไม่ปลอดภัยอยู่ดี
     
    2.ลดความเร็ว โดยการใช้ประโยชน์จากแรงเสียดทาน ซึ่งการทำเช่นนี้เรียกว่า "Engine Brake" ซึ่งทำให้ให้เครื่องยนต์เกิดการหน่วง ช่วยลดความเร็วอย่างกะทันหัน 
    โดยคุณสามารถทำได้โดยการเหยียบคลัทช์ ลดตำแหน่งเกียร์ สำหรับรถเกียร์ออโต้ ให้ใช้วิธีกดปุ่ม Overdrive on หรือสลับตำแหน่งเกียร์จาก D มาเป็น 3 
    หมายเหตุ **ห้ามเปลี่ยนเกียร์มาเป็น L โดยเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นเครื่องยนต์ของคุณอาจจะพังได้**
     
    3.จับพวงมาลัยให้มั่นแล้วชิดซ้าย เมื่อเราลดเกียร์แล้วความเร็วของรถจะค่อยๆลดช้าลง แต่ไม่ถึงกับหยุดสนิท ให้คุณขับชิดซ้ายเข้าข้างทางโดยห้ามเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วของรถโดยเด็ดขาด ถ้าหากมีรถกีดขวางให้บีบแตรเพื่อส่งสัญญาณ 
     
    4.เบรคมือ ช่วยคุณได้ ในกรณีที่เบรกแตกนั้นไม่ใช่ว่าเบรกมือจะไม่สามารถใช้ได้เลยทีเดียว โดยคุณค่อยๆดึงเบรกมือขึ้นจนสุด ก็จะสามารถช่วยชะลอความเร็วของรถให้ลดลงได้
     
    5.ทางลาดชัน ทำยังไง? หากคุณบังเอิญเบรกแตกในขณะที่กำลังลงเขานั้น อันดับแรกคุณต้องลดความเร็วของรถก่อน โดยเริ่มที่การลดเกียร์ต่ำลงก่อน และงดการใช้เบรกมือจนกว่าจะอยู่ในพื้นที่
    ที่มีความชันน้อย ซึ่งจะทำให้รถชะลอได้ดีกว่าและไม่เกิดความร้อนมากเกินไป
     
    ทั้งหมดนี้เป็นข้อควรปฏิบัติเมื่อคุณเกิดเหตุการณ์รถเบรคแตก ทางที่ดีควรตรวจเช็คสภาพรถของคุณอย่างสม่ำเสมอ และมีสติไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะร้ายแรงเพียงใด สุดท้ายก็จะผ่านพ้นไปด้วยดี
     

  • alt

    เทคนิค6ข้อของการขับรถเกียร์ออโต้ขึ้นเขา

    1. ขับรถยนต์เกียร์ออโต้ขึ้นเขาใช้เกียร์ D เพื่อทดเกียร์ให้อัตโนมัติและสังเกตรอบของเครื่องยนต์ (อยู่ถัดจากหน้าปัดแสดงความเร็ว) ถ้าความเร็วรอบของเครื่องยนต์เกิน 4500 รอบต่อนาที รถยนต์จะเริ่มเร่งเครื่องยนต์ไม่ขึ้น
    2. ถ้าเริ่งเครื่องไม่ขึ้น ให้ปรับมาใช้เกียร์ D3 หรือ S และกลับมาใช้งานเกียร์ D เมื่อวิ่งทางราบ
    3. ขับรถยนต์เกียร์ออโต้ลงเขาสำคัญที่การใช้เบรก ไม่ควรเหยีบเบรกแช่ เพราะเบรกอาจจะไหม้ ควรเหยียบเป็นระยะและเหยียบให้ลึก
    4. ขับรถลงเขาใช้เกียร์ D ไว้ก่อนได้ ส่วน D2 หรือ L ใช้เมื่อลงเขาที่มีความลาดชันและระยะทางไกลมาก
    5. ถ้าขับรถลงเขาแล้วได้กลิ่นผ้าเบรกไหม้ ให้แวะจอดในที่ที่ปลอดภัยเพื่อรอให้เครื่องเย็นก่อน ค่อยขับต่อ
    6. ห้ามใช้เกียร์ N ลงเขาโดยเด็ดขาด เพราะจะไม่สามารถควบคุมความเร็วของเบรกหรือทิศทางของรถได้เลย ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายมาก

  • alt

    23ตุลาคม วันปิยมหาราช

    วันปิยมหาราช ตรงกับวันที่ 23 ตุลาคมของทุกปี ( Chulalongkorn Day) เป็นวันสำคัญ และวันหยุดราชการวันหนึ่งของไทย โดยวันนี้เป็นวันที่คนไทยรู้จักกันดีคือ “วันเลิกทาส” ตั้งแต่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 และห้ามมีการซื้อขายทาสอีกในประเทศไทย สมเด็จพระปิยมหาราช หรือพระนามเต็มว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

    วันที่ 23 ตุลาคม เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ต่อประเทศไทยหลายด้าน และสิ่งที่โดดเด่นคือ การประกาศเลิกทาส เป็นการหยุดวงจรการเป็นทาส เพราะเมื่อสมัยก่อนหากพ่อแม่เป็นทาส ลูกที่เกิดมาก็ต้องเป็นทาสต่อไปเรื่อยๆ ทางราชการจึงได้ประกาศให้วันที่ 23 ตุลาคมของทุกปีเป็นหนึ่งในวันระลึกถึงความสำคัญของเหตุการณ์ในชาติ โดยเรียกว่า “วันปิยมหาราช” พร้อมทั้งกำหนดให้วันนี้เป็นวันหยุดราชการ

    การเลิกทาส ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสที่แท้จริงขึ้น เรียกว่า “พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124” (พ.ศ.2448) เลิกเรื่องลูกทาส ในเรือนเบี้ยอย่างเด็ดขาด เด็กที่เกิดจากทาส ไม่เป็นทาสอีกต่อไป การซื้อขายทาสเป็นโทษทางอาญา ส่วนผู้ที่เป็นทาสอยู่แล้ว ให้นายเงินลดค่าตัวให้เดือนละ 4 บาท จนกว่าจะหมด

    การปฏิรูประเบียบบริหารราชการ ได้ทรงปรับปรุงหน้าที่ของกรมต่าง ๆ ที่มีอยู่แต่เดิมให้เป็นระเบียบเรียบร้อยโดยรวมกรมต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมายเวลานั้นเข้าเป็นกระทรวง กระทรวงหนึ่ง ๆ ก็มีหน้าที่อย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างพอเหมาะสม

    การศึกษา ทรงโปรดให้จัดตั้งโรงเรียนหลวงขึ้นในพระบรมมหาราชวัง แล้วมีหมายประกาศชักชวนพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการให้ส่งบุตรหลานเข้า เรียน โรงเรียนภาษาไทยนี้

    การศาล ทรงตั้งกระทรวงยุติธรรมขึ้น เพื่อรวบรวมศาลต่าง ๆ ให้มาขึ้นอยู่ในกระทรวงเดียวกัน

    การคมนาคม ได้โปรดเกล้าฯ ให้ขยายถนนบำรุงเมือง ถนนที่ทรงสร้างใหม่ คือ ถนนเยาวราช ถนนราชดำเนินกลาง ถนนราชดำเนินนอก ถนนดินสอ ถนนบูรพา ถนนอุณากรรณ เป็นต้น

    การสุขาภิบาล ได้ทรงตั้งกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อดูแลจัดตั้งโรงพยาบาลขึ้นหลายแห่ง เช่น ศิริราชพยาบาล โรงพยาบาลบางรัก โรงพยาบาลโรคจิต และโรงเลี้ยงเด็ก 

    การสงครามและการเสียดินแดน ท่านทรวงควบคุมการเสียดินแดนของไทย หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็พยายามทำให้ได้ประโยชน์จากการเสียดินแดนให้มากที่สุด

    การเสด็จประพาส ระหว่างที่ยังมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ก็ได้เสด็จประพาสต่างประเทศหลายที่ เพื่อดูแบบอย่างการปกครอง และนำมาแก้ไขดัดแปลงใช้ในประเทศของเราบ้าง

    การศาสนา ทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภกโดยแท้จริงในด้านพระพุทธศาสนา

    การวรรณคดี ทรงเป็นนักประพันธ์ ซึ่งมีความชำนาญทั้งทางร้อยแก้วและร้อยกรอง เช่น ไกลบ้าน ลิลิตนิทราชาคริต เงาะป่า พระราชพิธีสิบสองเดือน เป็นต้น