Menu

ข่าวสาร และบทความ

  • alt

    5 อุปกรณ์ทำความสะอาดรถ ที่อาจทำให้รถคุณเป็นรอย

    ร่องรอยที่เกิดขึ้นบนรถของคุณอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อถึงแม้จะจอดไว้ก็ตาม แต่คุณรู้หรือไม่ว่าสิ่งที่คุณใช้ล้างทำความสะอาดรถของคุณในทุกๆวัน ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รถยนต์สุดที่รักของคุณเกิดรอยได้!!surpriseลองไปดูกันว่า สิ่งที่เราพูดถึงมีอะไรบ้าง!
     
    1. ผ้าเก่า เศษผ้าเก่า (ผ้าเช็ดรถ)
    บ่อยครั้งที่เราล้างรถเอง ก็มักจะนำผ้าเก่าๆมาเช็ดรถ บางคนใช้ผ้าขี้ริ้วมาเช็ดเลยก็มี แต่คุณรู้หรือไม่ว่าเศษผ้าเก่าๆ ที่คุณนำมาใช้เช็ดรถนี้มีโอกาสที่จะเก็บเศษฝุ่นไว้ในตัวผ้า จึงถือว่าไม่ควรนำมาใช้กับการเช็ดรถ จะให้ดี ควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ หรือผ้าชามัวร์มาเช็ดรถ ถึงแม้ว่าจะต้องเสียเงินเพิ่มในการซื้อผ้าเช็ดรถโดยตรง แต่ก็ดีกว่าต้องมาทุกข์ใจกับรอยที่เกิดขึ้นหรือต้องเสียเงินทำสีรถใหม่
     
    2.ไม้ปัดขนไก่
    เชื่อว่าหลายคนใช้ไม้ปัดขนไก่ ปัดรถเพื่อทำความสะอาดเศษฝุ่นที่มาเกาะที่รถ แต่หารู้ไม่ว่า การใช้ไม้ปัดขนไก่ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดรอยบนตัวรถได้โดยไม่รู้ตัว เนื่องจากมันมักเป็นแหล่งสะสมฝุ่น แม้ว่าเราจะทำความสะอาดดีแล้ว แต่ก็อาจไม่ดีพอ เมื่อนำมาใช้ ก็จะทำให้เกิดรอยบนตัวรถได้  ทางที่ดีควรใช้น้ำล้างทำความสะอาดจะดีกว่าและใช้อุปกรณ์สำหรับเช็ดทำความสะอาดรถยนต์โดยตรงเลยจะดีที่สุด
     
    3.ฟองน้ำที่ไม่ได้มาตรฐาน
    ฟองน้ำล้างรถเป็นอุปกรณ์ล้างรถเบสิคเลยที่หลายๆบ้านมีติดไว้ แต่ถ้าฟองน้ำพวกนี้เก่าเกินไป ก็ไม่ควรนำมาใช้กับรถเด็ดขาด เพราะอาจจะมีเศษเม็ดทรายติดอยู่ตามตามรูพรุนของฟองน้ำ ซึ่งเศษพวกนี้ อาจนำมาซึ่งรอยขีดข่วนได้
     
    4.น้ำยาล้างจาน
    เป็นไปได้แน่ถ้าวันไหนที่น้ำยาล้างรถหมด หลายๆคนต้องหันไปหยิบน้ำยาล้างจานมาใช้แทน แต่อย่าลืมว่าน้ำยาล้างจานสามารถกำจัดคราบมันบนจานได้อย่างดี แล้วชั้นแล็คเกอร์ที่เคลือบผิวรถของคุณละ ทางที่ดีใช้น้ำยาล้างรถโดยเฉพาะดีกว่าค่ะ
     
    5.ผงซักฟอก 
    ผลลัพธ์ของการใช้ผงซักฟอกนี้ไม่แตกต่างไปจากน้ำยาล้างจานเลย ทางที่ดีใช้น้ำยาล้างรถดีกว่า ลงทุนสักนิด แต่คุ้มค่าและช่วยถนอมรถได้ดี
     
    หากสามารถกำจัดจุดอ่อนในการใช้อุปกรณ์ง่ายๆ เหล่านี้ล้างรถ รถของคุณก็จะไร้ริ้วรอยสีสันสดใสอยู่กับคุณไปอีกนาน และไม่ต้องเสียเงินในการซ่อมแซมหรือทำสีรถใหม่บ่อยๆ อีกด้วย เอาเป็นว่าลงทุนแค่เล็กน้อย ดีกว่าต้องเสียเงินราคาแพงเพื่อซ่อมแซมในภายหลัง
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!

  • alt

    4 วิธีหลีกเลี่ยง น้ำมันเครื่องปลอม

    น้ำมันเครื่องปลอมเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ผู้ใช้รถยนต์เจอกัน ซึ่งการใช้น้ำมันเครื่องปลอมอาจส่งผลต่อเครื่องยนต์และลูกสูบของรถเราได้ เราจึงนำความรู้เกี่ยวกับการสังเกตดูน้ำมันเครื่องจริงหรือปลอมมาฝาก 
     
    1. สังเกตจากภาชนะที่บรรจุ
     
    ภาชนะที่บรรจุนั้นต้องมีสภาพที่ไม่บุบ หรือเก่า มีน้ำมันเยิ้ม และที่สำคัญต้องไม่มีร่องรอยของการเปิดใช้งานมาแล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นน้ำมันเครื่องแท้ แต่ถ้าหากอยู่ในสภาพดังที่กล่าวมาข้างต้น ก็มีแนวโน้มที่น้ำมันเครื่องจะเสื่อมสภาพได้เช่นกัน
     
    2.ฉลากที่ระบุต้องครบถ้วน
     
    บนฉลากต้องบอก ยี่ห้อ วัน/เดือน/ปีที่ผลิต ปริมาตร สถานที่ผลิต ตัวแทนจำหน่าย รายละเอียดการใช้ให้ครบถ้วน รวมทั้งต้องมีเครื่องหมายรับรองควบคุมมาตรฐานด้วย ซึ่งก็จะทำให้เรามั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่า เมื่อนำมาใช้แล้วจะไม่ทำให้รถพังแน่ๆ ทางที่ดีควรสังเกตก่อนซื้อดีที่สุด
     
    3.ของแท้กลิ่นต้องแรง
     
    สำหรับคนที่คุ้นเคยกับการใช้น้ำมันเครื่องจะรู้เลยว่า หากเป็นน้ำมันเครื่องแท้จะสามารถดมกลิ่นได้ ซึ่งก็คือสารเคมีที่เป็นสารเพิ่มคุณภาพ (ADDITIVES) น้ำมันเครื่องระดับคุณภาพสูง จะใส่สารเพิ่มคุณภาพในอัตราที่สูง กลิ่นที่ออกมาจึงค่อนข้างแรงจากความเข้มข้นของสารเหล่านี้ เมื่อเปรียบเทียบกับน้ำมันเครื่องปลอมที่ใส่สารน้อยกว่ากลิ่นก็มักจะอ่อนกว่าด้วยเช่นกัน แต่ในปัจจุบันวิวัฒนาการการปลอมแปลงก้าวไกลมาก เมื่อคนปลอมสามารถปลอมน้ำมันได้ ทำไมจะหาภาชนะที่ใส่และทำฉลากให้เหมือนกับของจริงไม่ได้
     
    ซึ่งบางทีเขาก็ไปซื้อมาจากโรงงานที่ผลิตภาชนะใส่ที่เดียวกันหรือไม่ก็ทำให้คล้ายกัน จนดูไม่ออก ส่วนเรื่องกลิ่นปัจจุบันนี้นักปลอมน้ำมันเครื่อง ก็จะใส่สารที่มีกลิ่นใกล้เคียงกัน แม้แต่ผู้ที่คุ้นเคย ก็แทบจะแยกไม่ออก
     
    4.ซื้อจากตัวแทนที่น่าเชื่อถือ
     
    การเข้าสถานที่เปลี่ยนน้ำมันเครื่องที่น่าเชื่อถืออาจเป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะเราจะสามารถตรวจตราน้ำมันเครื่องและสอบถามที่มาที่ไปของน้ำเครื่องนี้ได้อย่างละเอียดแล้วจึงตัดสินใจได้ และอย่าลืมต้องตรวจสอบตาม 4 ข้อข้างต้นด้วย เพื่อเพิ่มความแน่ใจมากขึ้นไปอีก
     
    เชื่อว่าหลายคนคงไม่อยากเจอกับปัญหารถพังเพราะโดยน้ำมันเครื่องปลอม ซึ่งนอกจากจะเสียเงินถ่ายน้ำมันเครื่องไปแล้ว ยังอาจต้องเสียเงินซ่อมรถเพิ่มขึ้นอีกด้วย เพราะฉะนั้นก่อนซื้อหรือถ่ายน้ำมันเครื่อง อย่าลืมสังเกตให้ดีว่าน้ำมันเครื่องที่ทางร้านนำมาใช้ เป็นของปลอมหรือไม่และได้มาตรฐานหรือเปล่า เท่านี้ก็ไม่ต้องกังวลแล้ว
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!

  • alt

    5 สัญญาณไฟที่คุณควรรู้

    สีไฟเตือน!!บนหน้าปัดบอกอะไร
    เคยสงสัยมั๊ย ว่าไฟที่โชว์อยู่บนหน้าปัดจอรถยนต์ของคุณมันมีความหมายว่าอะไร และมีผลอะไรต่อรถเรามั๊ย??
    วันนี้กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี เลยหาข้อมูลมาเพื่อให้คลายความสงสัย ว่าไฟที่แสดงให้เราเห็นนี้บอกอะไรเรา หากรถมีปัญหาจะได้แก้ไขทัน
     
    1.สัญญาณไฟเตือนระดับน้ำม้นเครื่อง เป็นไปได้สูงว่าระดับน้ำมันเครื่องในรถมีปัญหาอาจจะร้ายแรงถึงขึ้นหมดได้ หากปล่อยไว้นานเครื่องอาจพังได้
     
    2.สัญญาณไฟเตือนอุณหภูมิ แสดงว่าอุณหภูมิของเครื่องยนต์กำลังพุ่งสูง ควรจอดพักรถให้เครื่องยนต์เย็นก่อนเพื่อป้องกันอาการเครื่องพัง
     
    3.สัญญาณเตือนแบตเตอรี่ เพื่อดูว่าประจุไฟฟ้าในแบตเตอรี่เพียงพอต่อการใช้งานหรือไม่ ถ้าสัญญาณเตือนสีแดงรูปนี้ขึ้นมาและรถของเราสตาร์ทไม่ติด ให้ตรวจสอบว่าแบตเตอรี่ยังทำงานดีอยู่หรือไม่
     
    4.สัญญาณเตือนไฟเบรคหรือเบรคมือ จะแสดงขึ้นเมื่อเราใช้เบรคมืออยู่หรือบอกว่ารถของเราเบรคมีปัญหา ให้ปลดเบรคมือออกก่อนเดินทางต่อหรือถ้าปลดแล้วไฟไม่หายไป รีบเอารถเข้าซ่อมโดยด่วนเพราะว่าระบบเบรคหรือน้ำมันเบรคของรถคุณน่าจะมีปัญหา
     
    5.สัญญาณเตือนระบบควบคุมเครื่องยนต์ แสดงว่าเครื่องยนต์รถรถของเราน่าจะเกิดปัญหาเช่นที่ระบบไฟชาร์ต หรือไดชาร์ต ควรที่จะต้องนำรถเข้าตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาย เพราะถ้าปล่อยไปนานๆ อาจจะส่งผลให้ส่วนอื่นเสียได้
     

     
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!

     

     

  • alt

    4 วิธีสังเกตุความผิดปกติของเกียร์ออโต้ง่ายๆ

    ในปัจจุบัน รถยนต์ที่มีระบบ เกียร์ออโต้นั้น เป็นที่นิยมกันเป็นอย่างมาก เพราะสามารถขับได้ง่าย ไม่ต้องเหยียบคลัชท์เวลาเปลี่ยนเกียร์ แต่ด้วยความที่ใช้งานง่าย ทำให้เราไม่ค่อยสนใจที่จะดูแลรักษาระบบเกียร์ของรถยนต์เกียร์ออโต้เท่าใดนัก ซึ่งการละเลยปัญหาความ ผิดปกติ เล็กๆ ของระบบเกียร์ออโต้นี้ ก็อาจจะทำให้คุณปวดหัวหรือเสียค่าซ่อมแพงกว่าที่ควรจะเป็นได้ 
    เรามาดูวิธีสังเกตความผิดปกติของระบบเกียร์ออโต้กันค่ะ
     
    1. เสียงดังผิดปกติเวลาเปลี่ยนเกียร์
    โดยปกติแล้วระบบเกียร์จะประกอบไปด้วยชุดเฟืองหลายๆชุด ดเฟืองก็จะถูกเปลี่ยนตามกำลังของเกียร์ ชุดเฟืองเกียร์จะทำจากโลหะทั้งหมด ซึ่งต้องใช้น้ำมันในการหล่อลื่นชุดเฟือง ซึ่งหากปราศจากน้ำมันในการหล่อลื่น ชุดเฟืองเกียร์จะทำให้ชุดเฟืองเกียร์กระทบกันโดยตรงและมีเสียงดังมาก เพราะเป็นเสียงโลหะกระทบกัน หากคุณเปลี่ยนเกียร์แล้วมีเสียงดัง ควรตรวจสอบชุดเกียร์อย่างเร่งด่วน
     
    2.รอบเครื่องขึ้น แต่รถขับเคลื่อนช้ากว่าที่ควรจะเป็น
    อาการแบบนี้ เรียกว่า อาการคลัทช์ลื่น เกียร์ออโต้แม้ไม่ต้องเหยียบคลัทช์ ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีคลัทช์นะคะ ระบบเกียร์ออโต้จะเป็นคลัทช์อัตโนมัติ อาการคลัชท์ลื่นนี้ อาจเกิดขึ้นจากผ้าคลัชท์ใกล้หมด หรือใช้น้ำมันคลัชท์ผิดประเภท หรือเกิดจากการไปลุยน้ำท่วมสูงมา ก็จะทำให้คลัชท์ลื่น เร่งไม่ไป แต่รอบเครื่องยนต์ขึ้นตามปกติ
     
    3.รถเปลี่ยนเกียร์เอง 
    ข้อนี้ต้องควรระวังเป็นอย่างยิ่งเลย เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้ อาการนี้จะเป็นการที่รถเปลี่ยนเกียร์เองในขณะขับขี่ ซึ่งหากเกิดอาการเช่นขึ เพราะหากเกิดในช่วงที่เป็นจังหวะที่ต้องเร่งแซง แล้วเกียร์เปลี่ยนเอง ก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้
     
    4.มีกลิ่นไหม้
    กลิ่นนี้ไม่ว่าจะเป็นรถประเภทใดย่อมไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย  ชุดเกียร์ก็จะมีการทำงานทำให้มีการเสียดสีกันของโลหะ ซึ่งทำให้เกิดความร้อน การที่มีกลิ่นไหม้ออกมา บ่งบอกว่า เกิดอุณหภูมิสูงกว่าปกติในชุดเกียร์ ควรรีบนำเข้าศูนย์บริการโดยด่วนเลยค่ะ
     
    4 ข้อ ง่ายๆ ที่คุณก็สามารถสังเกตอาการผิดปกติได้ด้วยตัวคุณเอง

    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!
     
    อ้างอิง: Thairath.co.th, Autodeft.com,  Thaitravelcenter.com

  • alt

    7 อุปกรณ์คู่รถ พกไว้อุ่นใจหายห่วง

    รถยนต์คู่ใจ ไปไหนไปกัน เป็นเพื่อนที่พร้อมเดินทางไปกับคุณ ไม่ว่าจะไปไหนเราก็ต้องเตรียมความพร้อมทั้งร่างกายของผู้เดินทางและรถยนต์ของเราด้วย คราวนี้มาดูกันว่ามีอุปกรณ์อะไรบ้าง ที่จะสามารถช่วยชีวิตรถยนต์คู่ใจของคุณเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินระหว่างทางได้
     
    1.ผ้าสะอาด
     
    หากรถของคุณมีคราบไม่พึงประสงค์ หรือเกิดฝ้าที่กระจกด้านใน คุณสามารถนำผ้าเช็คคราบเหล่านั้นได้
     
    2.เครื่องมือประจำรถ
     
    สิ่งสำคัญที่ควรมีติดรถของคุณเลย ถึงแม้ว่าเราอาจจะซ่อมไม่เป็นแต่อย่างน้อยคนที่ผ่านไปมาอาจจะใช้อุปกรณ์เหล่านี้ช่วยเหลือเราได้ เครื่องมือเบื้องต้นที่ควรจะมี ได้แก่ แม่แรง ประแจขันล้อ คีม ไขควง สายพ่วงแบตเตอร์รี่ เทปผ้า ถุงมือ เชือกลากรถ ถังดับเพลิง เป็นต้น
     
    3.น้ำเปล่า
     
    นอกจากมีไว้แก้กระหายแล้ว คุณควรจะมีน้ำเปล่าติดรถไว้สักอย่างน้อย 2-5 ลิตร เพื่อใช้สำหรับกรณีฉุกเฉิน ไม่ว่าจะเป็นหม้อน้ำแห้งหรือรั่ว ซึ่งถ้าเป็นกรณีแบบนี้แนะนำว่าให้จอดพักรถ รอให้เครื่องยนต์เย็นแล้วค่อยเปิดฝา ระวังอย่าเอาหน้าเข้าไปใกล้เด็ดขาด จากนั้นค่อยๆ เติมน้ำ ใส่หม้อน้ำ ถ้ามีรอยรั่วซึมให้โทรแจ้งอู่ซ่อมทันที และควรเผื่อไว้เติมถังน้ำที่ปัดน้ำฝนด้วย
     
    4.ไฟฉาย
    อุปกรณ์ที่จะช่วยชีวิตคุณได้ในยามค่ำคืน ไฟฉายถือเป็นอุปกรณ์ที่ควรจะมีติดไว้ตลอด เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉินอย่างเช่น รถเสียตอนกลางคืน ใช้ช่วยส่องหาของ หรือส่องอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งภายในและนอกรถได้  
     
    5.ยางสำรองและชุดวัดแรงดันลมยาง
    หากเกิดอุบัติเหตุเกี่ยวกับยางรถยนต์ของคุณ ไม่ว่ายางจะรั่ว แตก หรือซึม แน่นอนว่ารถของคุณไม่สามารถไปได้ไกลแน่นอน ดังนั้นเวลาเดินทางไกลอาจจะมีชุดวัดแรงดันลมยาง เพราะอุณหภูมิภายนอกมีผลทำให้ลมยางอ่อนหรือตึงได้ และควรมียางสำรองสำหรับเปลี่ยนเมื่อเจอกับสภาพแวดล้อมที่เราไม่สามารถควบคุมได้อย่าง หิน กรวด ตะปู หรือผิวถนนที่ขรุขระ
     
    6.คู่มือประกันภัยและเอกสารสำคัญคู่ตัวรถ
    เก็บไว้กับตัวให้อุ่นใจ เผื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้น แล้วต้องเคลมประกันหรือถูกเรียกค้น จะได้มีเอกสารยืนยันครบถ้วน
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!
     
    ขอบคุณข้อมูลจาก :
     
    pantip.com/topic/30669298
     
    www.thailandsurvival.com
     
    th.answers.yahoo.com
    cpsradiator.com/2012/09/blog-post_13.html
     
    travel.kapook.com/view7810.html
     
    car.kapook.com/view102023.html
     
    tqm ประกันภัย

  • alt

    รองเท้าต้องห้าม เวลาขับรถ!!

    รองเท้าดีเท้าเราก็ไม่เจ็บ การขับรถก็เหมือนกัน ถ้าใส่รองเท้าที่ไม่ดี หรือรองเท้าที่ใส่แล้วไม่สะดวกต่อการขับขี่ก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ วันนี้เรามีสาระดีๆเกี่ยวกับรองเท้าที่ไม่ควรใส่ในการขับรถยนต์มาฝาก มาดูกันค่ะว่ามีรองเท้าแบบไหนบ้าง
     
    1.รองเท้าที่มีขนาดใหญ่กว่าเท้า 
     
    เพราะด้วยความที่มีขนาดใหญ่กว่าเท้าทำให้ใส่แล้วหลวมไม่พอดี แถมใหญ่เทอะทะ อาจทำให้ผู้ขับขี่เหยียบเบรคและคันเร่งไม่ถนัด หรืออาจเหยียบพลาดได้
     
    2.รองเท้าแตะ หรือรองเท้าแตะที่เปียกน้ำ 
     
    ด้วยที่รองเท้าแตะมีโอกาสที่จะลื่นหลุดออกจากเท้าขณะขับขี่ได้ง่าย และพื้นรองเท้าจะลื่นกว่าปกติ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน จะทำให้เหยียบแป้นเบรคพลาด จนเป็นต้นเหตุของการเกิดอุบัติเหตุที่ร้ายแรง
     
    3.รองเท้าส้นสูง 
     
    สุภาพสตรีหลายๆ ท่านที่ใส่รองเท้าส้นสูง อาจจะลืม พอเวลาเร่งรีบ ก็มักไม่ทันเปลี่ยนรองเท้า ใส่ส้นสูงนั้นขับรถไปเลย แต่รู้หรือไม่ว่าการใส่รองเท้าส้นสูงในการขับขี่จะทำให้การเหยียบเบรคหรือคันเร่งไม่เป็นปกติหรือไม่เต็มฝ่าเท้า ซึ่งทำให้อาจเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้
     
    ดังนั้น รองเท้าที่เหมาะกับการขับขี่รถมากที่สุดจึงควรเป็น "รองเท้าหุ้มส้นที่มีพื้นไม่หนามาก" เพราะเวลาที่เราเหยียบเบรคหรือคันเร่งจะทำให้รองเท้าไม่ลื่นหลุด
     
    สิ่งที่ควรระวังอีกอย่างสำหรับการขับรถ อย่า!!นำรองเท้า หรือสิ่งของต่างๆ ไว้บริเวณใต้เบาะคนขับหรือเบาะหลังที่นั่งคนขับ เพราะถ้าหากเกิดกำารเบรคหรือหยุดรถกะทันหัน สิ่งของเหล่านั้นอาจกลิ้งไปอยู่ใต้แป้นเบรคหรือแป้นคันเร่ง ทำให้เราไม่สามารถหยุดรถได้ทันท่วงที หรืออาจทำให้รถพุ่งชน ซึ่งทำให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ 
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!
     
    ที่มา : Motor Expo2017

  • alt

    4 ระยะเครื่องยนต์ ที่คนรักรถต้องควรรู้!!

    4 ระยะดูแลเครื่องยนต์ที่คนรักรถต้องควรรู้!!
     
    ระยะที่ 1 : 5,000 - 10,000 กิโลเมตร
     
    ระยะนี้ควรเปลี่ยน "น้ำมันเครื่อง" และ"ไส้กรองน้ำมันเครื่อง"
    น้ำมันเครื่องหากปราศจากการกรอง จะทำให้มีสิ่งสกปรกเข้าไปทำให้พื้นผิวของเครื่องยนต์เสียหายได้ สังเกตดูสีน้ำมันให้ดีอย่าให้มีสีดำเกินไป
     
    ระยะที่ 2: 20,000กิโลเมตร หรือทุกๆปี
     
    ควรเปลี่ยน "ไส้กรองอากาศ " และเป่าทำความสะอาดทุก 3,000-5,000กิโลเมตร
     
    ระยะที่ 3: 20,000-40,000 กิโลเมตร
     
    ควรเปลี่ยน "น้ำมันเกียร์" และ"ไส้กรองน้ำมันเกียร์ "
    ถ้าหากมีเสียงหอน เวลาเดินเครื่องยนต์ เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเกียร์ของคุณอาจมีการเสียดสีหรือใกล้พังได้ ควรรีบนำรถไปเปลี่ยนน้ำมันเกียร์และกรองเกียร์
     
    ระยะที่ 4 : 40,000กิโลเมตร หรือทุกสองปี
     
    ควรเปลี่ยน"ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง"
    สังเกตถ้ากำลังเครื่องตก หรือเชื้อเพลิงไหลเข้าปั๊มหัวฉีดไม่ทันควรรีบเปลี่ยนกรองน้ำมันเชื้อเพลิงทันที
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!
     
    ขอบคุณข้อมูลจาก : Taradfilter.com

  • alt

    เบรกรถยนต์ของคุณผิดปกติ รู้ได้ยังไง!!

    เบรกถือว่าเป็นหนึ่งสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ของรถ ไม่ว่าจะขับขี่ไปไหนก็ต้องใช้เบรก เพื่อหุดรถตามความต้องการของผู้ขับขี่ แต่หากเบรกไม่ดี หรือผิดปกติจนไม่สามารถหยุดรถได้ตามความต้องการของเรา ความปลอดภัยในการขับขี่บนท้องถนนไม่มีแน่นอน
    ดังนั้นการตรวจสอบคอยดูแลและสังเกตเบรกของรถตัวเองเป็นประจำ คุณสามารถทำได้ง่ายๆ โดยสังเกตจากเสียงหรือความผิดปกติต่าง ๆ วันนี้เรามีเคล็ดลับเกี่ยวกับวิธีการสังเกตอาการเหล่านี้มาฝากค่ะ
     
    1.เหยียบเบรกแล้วมีเสียงเอี๊ยดๆหรือเสียงคล้ายโลหะเสียดสีกัน
     
    หากรถของคุณมีเสียงแบบนี้ นั่นคือสัญญาณเตือนว่าผ้าเบรกกับจานเบรกเริ่มเกิดการเสียดสีกันจนทำให้เกิดเสียงดังขึ้น แนะนำว่าควรเข้าร้านให้ช่างเช็คดูอาการที่เกิดขึ้น
     
    2.สัญญาณไฟเบรกเตือน
     
    ถ้าสัญญาณไฟเบรกเตือนแบบนี้แสดงว่าเบรกของคุณควรเข้าศูนย์โดยด่วน!! อย่าฝืนใช้งานต่อจนเบรกแตก ซึ่งอาจเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ ดังนั้นนำรถเข้าศูนย์หาช่างเช็คด่วนๆดีกว่าค่ะ
     
    3.เบรกไม่ค่อยอยู่
     
    หากแตะเบรกแล้วรู้สึกว่ามันไม่ค่อยอยู่ รู้สึกเบรกตื้อๆต้องใช้แรงมากกว่าปกติ เบรกต่ำ เบรกแล้วจมมากกว่าปกติ อาการแบบนี้อาจบ่งบอกว่าลูกยางแม่ปั้นเบรก หม้อลม ปั้มไดชาร์จ วาล์ว มีปัญหาสิ่งที่ควรทำคือรีบไปหาช่างโดยด่วน
     
    4.เบรกแล้วรู้สึกรถลอยๆหรือสั่น
     
    อาการเหยียบเบรกแล้วรู้สึกว่ารถของคุณลอยๆ หรือเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง หรือว่าบางทีรู้สึกได้ว่ารถสั่นๆ ทั้งจากแป้นเบรกหรือสั่นขึ้นมาจนถึงพวงมาลัย อาการแบบนี้แสดงว่าเบรกของคุณเกิดอาการเฟดหรือเริ่มเบรคไม่อยู่ที่ความเร็วสูง ควรแวะหาช่างเพื่อให้ตรวจสอบน้ำมันเบรกและจานเบรกโดยด่วน ซึ่งอาการที่ว่านี้อาจเกิดขึ้นหลังจากที่ขับรถไปลุยน้ำมาก็ได้เช่นกัน
     
    5.เบรกมีกลิ่นไหม้
     
    อาการนี้ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นกับรถเกียร์ออร์โต้เป็นส่วนใหญ่ หรืออาจเกิดจากคนขับรถที่ชอบเหยียบเบรกแช่จนเกิดปัญหาเบรกติดและไหม้ในที่สุด ซึ่งอาการแบบนี้กลิ่นไหม้จะมาก่อนเลย บางคันอาการหนักหน่อยก็มีควันลอยขึ้นมาจากกระโปรงหน้ารถด้วย ดังนั้นทางที่ดีรีบเอารถไปหาช่างให้ไวที่สุด 
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!
     

  • alt

    ขับรถลุยน้ำท่วมอย่างไรให้ปลอดภัย???

    ขับรถลุยน้ำท่วมอย่างไรให้ปลอดภัย???
     
    เรื่องของธรรมชาติไม่สามารถห้ามกันได้ แม้แต่ปัญหาน้ำท่วม การขับรถลุยน้ำท่วมนี้เชื่อว่าไม่มีใครอยากขับลุยกันแน่ แต่หากเกิดเหตุจำเป็นหรือไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้จริงๆ คุณก็ต้องขับลุยไป วันนี้ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี มีเคล็ดลับดีๆมีฝากค่ะ
    1.สังเกตระดับน้ำ 
    หากระดับน้ำสูงกว่าท้องรถแนะนำว่าไม่ควรเสี่ยง หรือประเมินระดับน้ำแล้วว่าท่อไอเสียไม่จมมิดน้ำ ก็สามารถลุยน้ำท่วมที่อยู่ตรงหน้าได้ แต่ทางที่ดีควรเลี่ยงเส้นทางให้พ้นจากน้ำท่วม
     
    2.ปิดแอร์
    การเปิดแอร์ขณะที่ขับรถลุยน้ำท่วม พัดลมกำลังทำงาน จะทำให้พัดน้ำเข้ามาในห้องเครื่องเสี่ยงไฟช็อตและเครืองยนต์ดับได้
     
    3.ใช้เกียร์ต่ำ
    เกียร์ออโต้ให้ใช้เกียร์ D1-D2 หรือ L ส่วนเกียร์ธรรมดา ให้ใช้ประมาณเกียร์ 2 และใช้ความเร็วต่ำ 
     
    4.อย่าเบรกกะทันหัน
    เพราะอาจจะทำให้รถเสียการทรงตัวได้
     
    เมื่อพ้นระยะลุยน้ำ
     
    5.ห้ามดับเครื่องทันที
    ให้ติดเครื่องยนต์ไว้สักพัก เพื่อไล่น้ำที่ย้อนมาจากทางท่อไอเสีย
     
    6.เหยียบเบรกย้ำๆ
    เพื่อไล่น้ำออกจากระบบเบรก
     
     แน่นอนว่าการขับรถลุยน้ำท่วมเป็นเรื่องที่เสี่ยง หากรถดับกลางน้ำไม่ควรสตาร์ทอีก เพราะว่าน้ำจะย้อนเข้าระบบ คุณต้องเข็นรถให้พ้นน้ำท่วมไปจอดพักไว้
    ดังนั้นก่อนที่คุณจะตัดสินใจลุยก็อย่าลืมประเมินระดับน้ำและดูพื้นที่อย่างรอบคอบกันด้วย หากดูแล้วไม่ไหวหลบเข้าข้างทางอาจจะเสียเวลาบ้าง
    แต่ไม่ต้องเสียสตางค์ซ่อมรถจะดีกว่านะคะ
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!
     

  • alt

    4 ผลร้ายที่มากับการ ขับรถตกหลุม

    ขับรถตกหลุมบ่อย กับ 4 ผลร้ายที่ตามมา
     
    แม้จะหลีกเลี่ยงสักเท่าไหร่ ก็อดไม่ได้ที่จะเจอกับหลุมบ่อบนท้องถนนในเมืองไทย ซึ่งการขับรถตกหลุมอาจทำให้เกิดผลเสียโดยที่คุณคาดไม่ถึง เราลองมาดูกันว่าผลร้ายของการขับรถตกหลุมบ่อยๆมีอะไรบ้าง??
     
    1.เสี่ยงยางบวม-แม็กคด
      การขับรถตกหลุมด้วยความเร็วสูง อาจส่งผลให้ยางได้รับแรงกระแทกจนทำให้เกิดอาการบวมได้ ซึ่งยางที่บวมเมื่อใช้ไปนานๆ ก็เสี่ยงต่อการระเบิดได้อีก รวมไปถึงอาจพบปัญหาล้อแม็กคด หรือหากรุนแรงก็ทำให้เกิดการแตกร้าวได้ด้วยเช่นกัน
     
    2.ช่วงล่างบอบช้ำ
       การขับรถตกหลุมบ่อยๆ จะส่งผลต่อช่วงล่างโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นลูกหมาก, แร็ค, โช๊คอัพ, ปีกนก, บูช ฯลฯ หากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ล้อรถตกหลุม หรือหากเลี่ยงไม่ได้ก็ใช้ความเร็วให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
     
    3.ตัวถังเกิดความเสียหาย
       หากตกหลุมลึกอย่างรุนแรง อาจส่งผลให้ตัวถังได้รับความเสียหายด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นกันชนหน้า, กันชนหลัง, ขอบตัวถังด้านล่าง รวมถึงชิ้นส่วนใต้ตัวรถหรือท่อไอเสียก็อาจได้รับผลกระทบเช่นกัน
     
    4.ชิ้นส่วนหลวม เกิดเสียงดัง
     การขับรถตกหลุมบ่อยครั้ง อาจทำให้ชิ้นส่วนที่เป็นจุดเชื่อมต่อของตัวถังเกิดอาการหลวม จนเป็นสาเหตุให้มีเสียงตึงตังภายในห้องโดยสารมากขึ้น 
     
     
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!
     
    ที่มา//sanookauto
     

  • alt

    ขับรถเที่ยวหน้าหนาวอย่างไร ให้ปลอดภัย

    เข้าสู่ช่วงฤดูหนาวแล้ว หลายๆคนคงวางแผนไปเที่ยวชมธรรมชาติของขุนเขา และสัมผัสอากาศหนาว ซึ่งเส้นทางบนภูเขามักคดเคี้ยว เป็นทางโค้งลาดชัน อีกทั้งมีหมอกปกคลุมเส้นทาง ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัยวันนี้ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี มีเคล็ดลับดีๆ มาฝากกันค่ะ
     
    1. เลือกใช้เกียร์ให้เหมาะสม
     
    หากเป็นเกียร์ธรรมดา ให้ใช้เกียร์ต่ำ (เกียร์ 1 – 2) ส่วนเกียร์อัตโนมัติให้ใช้เกียร์ 2 ขณะขับขึ้นลงเขา และใช้เกียร์ D เมื่อวิ่งบนทางราบ
     
    2. สังเกตข้างทาง
     
    หมั่นสังเกตป้ายบอกทางจะได้วางแผนการขับขี่และใช้ความเร็วอย่างเหมาะสม 
     
    3.กรณีที่หมอกลงจัด
     
     เปิดไฟหน้ารถ ไฟตัดหมอก ขับรถให้ช้ากว่าปกติ ไม่ขับชิดคันหน้า ไม่แซง ไม่เปลี่ยนช่องทางหรือหยุดรถในระยะกระชั้นชิด ไม่เปิดใช้สัญญาณไฟฉุกเฉิน หากมองไม่เห็นเส้นทาง ให้จอดรถพ้นเส้นทางเดินรถหรือบริเวณที่ปลอดภัย รอจนหมอกเบาบางลงค่อยขับรถต่อ กรณีมีละอองฝ้าเกาะตามกระจกรถ ให้เปิดที่ปัดน้ำฝน หรือใช้ผ้าแห้งเช็ด ปรับลดอุณหภูมิภายในรถ เปิดกระจกหน้าต่างรถไว้เล็กน้อย จะช่วยไล่ละอองน้ำที่เกาะตามกระจกรถ
     
    4.การขับเข้าโค้ง
     
    พยายามขับรถในช่องทางของตนเอง ห้ามแซงบริเวณทางโค้ง ไม่ปลดเกียร์ว่าง ไม่เหยียบคลัทซ์ และเบรคกะทันหัน เพราะจะทำให้เกิดแรงเหวี่ยง จนรถเสียหลักหลุดออกนอกเส้นทาง 
     
    5. การขับขี่
     
    ไม่ควรขับรถเร็ว หรือหยุดรถกะทันหัน เพราะจะทำให้รถเสียการทรงตัวอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ และไม่ควรใช้เกียร์ว่างขณะขับรถลงจากเขา
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!
     
    ที่มา :: kapook.com
     

  • alt

    ไฟตัดหมอก ใช้ตอนไหนไม่ผิด!!

    อุปกรณ์ออพชั่นเสริมเพื่อการส่องสว่างยามค่ำคืนของตัวรถที่เรียกกันว่า 'ไฟตัดหมอก' ซึ่งหลายคนอาจจะไม่รู้มาก่อนว่ามันต้องใช้อย่างไร การเปิดไฟตัดหมอกอย่างพร่ำเพรื่อ นอกจากจะแสดงถึงมารยาทที่ไม่ดีในการใช้รถใช้ถนนแล้ว อาจโดนจับได้ในข้อหาเปิดไฟตัด หมอกโดยไม่มีสาเหตุ มีโทษสูงสุดปรับ 500 บาทอีกด้วย วันนี้กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี มี 4 สถานการณ์ที่สามารถใช้ไฟตัดหมอกมาฝากกันค่ะ
     
    1.ฝนตกหนัก
     
    คุณสมบัติในการกระจายแสงของไฟตัดหมอกจะช่วยให้คุณเป็นที่สังเกตได้ง่ายในช่วงที่ฝนกำลังตกหนัก และเพิ่มวิสัยทัศน์ในการมองเห็นให้ดียิ่งขึ้น
     
    2.หมอกหนา 
     
    โดยมากเรามักจะคิด ว่าไฟตัดหมอกนั้นจะใช้เฉพาะการขับรถหน้าหนาว แต่ ความจริงแล้ว เมื่อใดก็ตามที่ขึ้นภูเขา หรือที่สูง และพบว่าคุณตกอยู่ในทัศนวิสัยการขับขี่ที่ไม่ดี เจ้าไฟตัดหมอกนี่แหละที่เป็นตัวช่วยอย่างดี เลย
     
    3.หลังฝนหยุดในช่วงเวลากลางคืน
     
    โดยปกติ เมื่อฝนหยุดแล้ว ถนนจะยังเปียกชื้น แม้ว่าจะเปิดไฟสูงไป แต่เราก็จะพบว่ามันไม่ค่อยสว่างมากนัก การหันมาเพิ่มความเข้มของแสงด้วยไฟตัดหมอกจะช่วยขจัดปัญหานี้ และช่วยลดการสะท้อนของน้ำที่ผิวถนนไปด้วยในตัว
     
    4.ขับผ่านกลุ่มควัน
     
    ไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้หญ้า หรืออะไรก็ตามที่คุณพบว่า ทำให้ไม่สามารถมองเห็นทางข้างหน้าเกินกว่า 50 เมตร ก็สามารถเปิดใช้ไฟตัดหมอกได้โดยไม่ผิดกฎหมายแต่อย่างใด
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!
     
    ที่มา :: toyotabuzz.com

  • alt

    5 สิ่งที่คนใช้รถมักเข้าใจผิด

    อุบัติเหตุบนท้องสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเพราะความประมาทหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ก็ยังมีอีกหลายพฤติกรรมในการขับขี่ที่หลายคนเข้าใจผิด จนนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุได้เหมือนกัน กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี จึงขอแนะนำ 5 สิ่งที่คนใช้รถมักเข้าใจผิดมาโดยตลอดมาฝากกันค่ะ
     
    1.เปิดไฟฉุกเฉินเมื่อข้ามสี่แยก
     
    แม้ว่าผู้ขับขี่จะมีเจตนาดีที่ต้องการแจ้งให้รถคันอื่นทราบว่าต้องการตรงไป แต่การกระทำดังกล่าวจะทำให้รถที่แล่นมาทางด้านข้างเข้าใจผิดคิดว่าเตรียมจะเลี้ยว ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุได้ การขับรถข้ามสี่แยกที่ถูกต้องนั้น เพียงแค่เพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ ให้รถทางหลักวิ่งผ่านไปก่อน โดยไม่จำเป็นต้องเปิดไฟฉุกเฉินใดๆทั้งสิ้น
     
    2.เลี้ยวซ้ายผ่านตลอดทุกแยก
     
    ตามกฎหมายแล้วสามารถเลี้ยวซ้ายผ่านตลอดได้ก็ต่อเมื่อมีป้ายระบุไว้เท่านั้น หากมีป้ายให้หยุดรอสัญญาณไฟ หรือสัญญาณไฟจราจรเลี้ยวซ้ายโดยเฉพาะ หรือแม้กระทั่งไม่มีป้ายใดๆติดตั้งไว้อยู่เลย ก็จำเป็นต้องรอสัญญาณไฟเขียวพร้อมกับทางตรงด้วยเช่นกัน
     
    3.ไฟตัดหมอกสามารถใช้แทนไฟหน้าได้
     
      ซึ่งหากเปิดใช้ในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม แสงจากหลอดไฟตัดหมอกจะไปแยงและรบกวนสายตาผู้ที่ขับรถสวนทางมาทำให้ตาพร่ามัว จึงมีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุได้สูงกว่าปกติ
     
    4.รถใหญ่ผิดเสมอ
     
     หลายคนยังคงมีความคิดว่าหากรถมอเตอร์ไซค์ชนกับรถเก๋ง รถเก๋งจะกลายเป็นฝ่ายผิดเสมอ ซึ่งแท้จริงแล้วไม่มีกฎหมายใดๆ บัญญัติไว้แบบนั้น เพราะเมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา การตัดสินว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายผิดนั้น จะต้องอยู่บนพื้นฐานว่าฝ่ายใดเป็นฝ่ายประมาท
     
    5.ขับเร็วกว่าวิ่งขวาได้
     
    หลายๆ คนคงจะมีพฤติกรรมในการขับรถแช่ขวา เนื่องจากเห็นว่าขับรถด้วยความเร็วสูงสุดตามกฎหมายกำหนดแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องหลบซ้ายเพื่อให้รถที่เร็วกว่าแซงไป ซึ่งตามหลักกฎหมายนั้น ช่องทางด้านขวาบนถนนที่มีตั้งแต่ 2 เลนขึ้นไป มีไว้สำหรับแซงเท่านั้น แม้ว่าจะใช้ความเร็วสูงสุดตามกำหนดแล้ว ก็มีความจำเป็นต้องหลบให้รถที่เร็วกว่าแซงไปอยู่ดี

    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!

    ที่มา :: auto.sanook.com

     

  • alt

    5 สิ่งที่ไม่ควรทำในรถเกียร์ธรรมดา

    แม้ว่าเกียร์ธรรมดาจะขึ้นชื่อในเรื่องของความทนทานและง่ายต่อการบำรุงรักษา แต่ถ้าหากคุณใช้อย่างผิดวิธี ก็จะส่งผลต่ออายุการใช้งานของระบบเกียร์และคลัทช์ได้ วันนี้กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจขอแนะนำ สิ่งที่ไม่ควรทำกับรถเกียร์ธรรมดา มาดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง
     
    1.ไม่เหยียบคลัทช์ค้างไว้ในขณะที่จอดติดไฟแดง
     
    เพราะจะทำให้ลูกปืนคลัชท์เสื่อมสภาพเร็วยิ่งขึ้น ทางที่ดีจึงควรใส่เกียร์ว่างทุกครั้งเมื่อรถหยุด
     
    2.ใช้เกียร์สูงขณะที่ความเร็วต่ำ
     
    ไม่ควรใช้เกียร์สูงในขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำ เช่น ใช้เกียร์ 5 ขณะขับขี่ด้วยความเร็วต่ำเพียงแค่ 40 กม./ชม. เป็นต้น โดยเฉพาะการเหยียบคันเร่งจมมิด เพราะจะเป็นการฉุดกำลังเครื่องยนต์ เร่งไม่ขึ้น อีกทั้งยังเปลืองน้ำมันโดยใช่เหตุอีกด้วย 
     
    3.ไม่เร่งเครื่องขณะจอดติดทางชัน
    หากรถจอดติดทางชัน ไม่ควรใช้วิธีเร่งเครื่องเพื่อป้องกันรถไหล เพราะอาจทำให้คลัทช์ไหม้ได้ ทางที่ดีควรเหยียบเบรก ปลดเกียร์ว่าง แล้วจึงดึงเบรกมือค้างไว้ หากกลัวว่ารถจะไหลไปข้างหลังขณะออกตัว ให้ใช้วิธีดึงเบรกมือจนสุด เร่งเครื่องยนต์ตามปกติ จากนั้นจึงปลดเบรกมือลง จะช่วยให้รถไม่ไหลลงทางชัน 
     
    4.ไม่ควรวางมือไว้บนคันเกียร์
     
    หลายๆคน ส่วนใหญ่มักใช้คันเกียร์เป็นที่พักมือ ไม่ว่าจะเป็นเกียร์ธรรมดาหรือเกียร์ออโต้ ซึ่งในกรณีเกียร์ออโต้ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่สำหรับเกียร์ธรรมดานั้น หากกดน้ำหนักมือมากจนเกินไป จะสร้างแรงกดไปยังก้ามปูเกียร์ ซึ่งอาจทำให้เกิดการหลวมจนเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควรจะเป็น
     
    5.ไม่วางเท้าบนแป้นคลัทช์
     
    เป็นข้อห้ามที่หลายๆ คนเคยได้ยินบ่อยที่สุดสำหรับรถเกียร์ธรรมดาเลยก็ว่าได้ เพราะการวางเท้าบนแป้นคลัทช์ด้วยน้ำหนักมากจนเกินไป จะทำให้ชุดคลัทช์เกิดการเสียดสีจนทำให้คลัทช์หมดได้ บางกรณีอาจทำให้เกิดอาการคลัทช์ไหม้ได้อีกด้วย
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!
     
    ที่มา :: auto.sanook.com

  • alt

    อาการผิดปกติ เมื่อรถใกล้พัง!!

    รถที่เราใช้กันทุกวัน บางครั้งมีอาการผิดปกติเพียงเล็กน้อย อาจทำให้เราละเลยที่จะใส่ใจก็เป็นได้ แต่จริงแล้วเราควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของรถให้ดีไม่ว่าจะเป็นรถเก่าหรือรถใหม่ก็สามารถเกิดอาการผิดปกติได้ทั้งนั้น!!
    ซึ่งหากรถของคุณมีอาการผิดปกติก็ควรรีบนำไปเช็กหรือซ่อมทันที ดังนั้นเรามาดูกันว่าอาการผิดปกติอย่างไรที่คุณควรใส่ใจรถของคุณกันค่ะ
     
    1.พวงมาลัย
     
    หากมีอาการสั่น หนักผิดปกติ หรือหลวมเกินไป ให้รีบนำไปเช็ก หรือซ่อม เพราะไม่อย่างนั้นอาจทำให้ลูกยางต่างๆ รวมไปถึงยางเฟืองท้ายเสียหายตามไปด้วย
     
    2.เกียร์
     
    หากมีเสียงดังขณะเข้าเกียร์ เปลี่ยนเกียร์ยากขึ้น  หรือห้องเกียร์มีน้ำมันไหลออกมาควรรีบไปเช็คโดยด่วน
     
    3.คลัทช์
     
    หากเหยียบคลัทช์แล้วเข้าเกียร์ยากขึ้น  เหยียบแป้นคลัทช์แล้วมีเสียงดังผิดปกติ คลัทช์ลื่น เหยียบคลัทช์แล้วจมไม่เด้งกลับคืนมา  แป้นคลัทช์สั่นไปมา ขึ้นๆ ลงๆ
     
    4.เบรก
     
    หากหยุดรถไม่อยู่ เบรกลื่น เบรกแล้วรถปัดไปมาทางใดทางหนึ่ง แป้นเบรกจมลงไปไม่เด้งกลับมา เหยียบแป้นเบรกแล้วมีเสียงดัง 
     
    5.น้ำมันหล่อลื่นต่างๆ
     
    ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเครื่อง น้ำมันเกียร์ น้ำมันคลัทช์ น้ำมันเพาเวอร์ หากมีสัญญาณเตือนขึ้นมาที่หน้าปัดรถยนต์ขณะขับขี่ ให้รีบขับรถไปที่อู่เพื่อตรวจเช็กตรวจหาสาเหตุ เพราะหากขับต่อไปเครื่องยนต์อาจเสียหาย
     
    6.ยาง
     
    ควรสังเกตุดูที่บริเวณดอกยาง หากมีการสึกหรอไม่เท่ากันอาจเป็นได้หลายสาเหตุ เช่น ยางลมอ่อนเกินไปดอกยางขอบล้อจะสึกหรอมากกว่าตรงกลาง เป็นต้น
     
    หากเกิดเหตุการณ์ตามที่กล่าวมา หรือมีเหตุอื่นๆ ที่ไม่ปกติ คุณควรรีบไปจัดการแก้ไข ตรวจเช็ก และซ่อมแซมโดยทันที เพราะปัญหาเล็กๆ อาจลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่โตได้
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!

  • alt

    รถผิดปกติ รู้ได้จากกลิ่น!!

    เราสามารถสังเกตุอาการผิดปกติของรถยนต์ได้จาก อาการกระตุก สั่น หรือมีเสียงดังผิดปกติจากจุดต่างๆ รวมไปถึง " กลิ่น" ผิดปกติที่เกิดขึ้นกับตัวรถก็เช่นกัน ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้อาจส่งผลเสียร้ายแรงและเสียค่าใช้จ่ายสูง วันนี้กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี มีทริคการดูว่า กลิ่นผิดปกติที่ควรตรวจสอบและแก้ไขอย่างด่วนนั้นมีอะไรบ้าง
     
     1. กลิ่นไหม้
     
    ถือว่าเป็นกลิ่นที่สำคัญมากเพราะอาจเป็นกลิ่นของระบบไฟฟ้าหรือสายไฟในรถไหม้ ไม่ว่าจะเป็นไฟลัดวงจร หนูกัด หรือเกิดจากความเก่าของสายไฟ นอกจากนี้อาจเกิดจากสายพานขับหรือท่อทางเดินต่างๆ ที่หลุดออกจากข้อต่อและมีการเสียดสีกับชิ้นส่วนอื่นๆ 
     
    2.กลิ่นพรมไหม้
     
    กลิ่นนี้อาจหมายความว่าระบบเบรกของคุณกำลังมีปัญหา เพื่อความปลอดภัยควรตรวจเช็คระบบเบรกทันที จากนั้นจึงเรียกช่างหรือแวะรถเข้าอู่เพื่อทำการซ่อม หากฝืนขับต่ออาจทำให้เบรกแตกได้
     
    3.กลิ่นน้ำมันเบนซิน
     
    กลิ่นนี้ก็เป็นอีกหนึงกลิ่นที่ถือว่าอันตราย เพราะเป็นสัญญาณที่บอกว่ามีน้ำมันรั่วมาจากส่วนใดส่วนหนึ่งของรถ ไม่ว่าจะเป็น สายหัวฉีดเชื้อเพลิงรั่ว ถังน้ำมันรั่ว น้ำมันเพาเวอร์รั่ว หรือซีล+ฝาเติมน้ำมันรั่ว ซึ่งกรณีนี้หากฝืนขับต่อไปอาจทำให้รถลุกไหม้ได้
     
     
    4.กลิ่นหวาน
     
    หากคุณได้กลิ่นคล้ายกับน้ำเชื่อม นั่นหมายความว่ามีน้ำยาทำความเย็นรั่วไหลออกมาจากเครื่องยนต์ ถึงแม้ว่ากลิ่นนี้จะไม่เป็นอันตรายแต่ก็ส่งผลต่อระบบการทำงานของรถไม่น้อยเลยทีเดียว
     
    5.กลิ่นเหมือนไข่เน่า
     
    กลิ่นเหม็นเหมือนแก๊สแบบนี้ แสดงว่าระบบฟอกไอเสียของรถคุณกำลังทำงานหนักเกินไป หากปล่อยไว้ก็อาจจะทำให้ระบบเครื่องยนต์ของคุณมีปัญหาอาจต้องเสียค่าซ่อมในราคาแพงก็ได้
     
    6.กลิ่นเหมือนน้ำมันถูกเผา
     
    กลิ่นนี้เป็นสัญญาณของความผิดปกติไม่ว่าจะเป็น การรั่วของน้ำมันเครื่อง เครื่องยนต์ทำงานหนักเกินไป เกย์วัดความร้อนพัง หรือเครื่องปรับสูญญากาศทำงานผิดปกติ 
     
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!

  • alt

    จะทำอย่างไรยางระเบิด!!!

    เมื่อขับรถไปแล้วเกิดเสียงบึ้มม ขึ้นมาพร้อมกับรถที่กระตุกอย่างรุนแรงนั้น นั้นหมายความว่ายางรถยนต์ของคุณเกิดการระเบิด เรามาดูเทคนิคการเอาตัวรอดเมื่อยางระเบิดกันค่ะ
     
    ก่อนอื่นเรามาดูกันว่า สาเหตุที่ทำให้ยางระเบิดมีอะไรบ้าง
     
    1.ยางบวมหรือมีรอยแตกลายงา
     
    เมื่อเราขับขี่ไปสักระยะ อาจจะมีการขับไปครูดกับขอบถนนหรือแม้แต่ขอบท่อต่างๆ ทำให้เกิดอาการ “ยางบวม” ขึ้นได้ โดยมากแล้วจะเกิดบริเวณแก้มยาง ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั้งด้านในและด้านนอกเป็นบริเวณที่บางที่สุดทำให้ยางระเบิดได้
    ในส่วนของการ แตกลายงา ของยาง อาจจะเกิดได้จากทั้งสภาพของยางที่ใกล้หมดอายุเนื่องจากใช้งานมานานหรือยางเปอร์เซ็นต์ที่เราเลือกใช้เป็นยางที่ใกล้หมดอายุนั่นเอง
     
    2.ปริมาณลมยางไม่เหมาะสม
     
    สาเหตุที่ทำยางระเบิดนั้นเกิดจากลมยางที่อ่อนเกินไป ซึ่งนอกจากเปลืองน้ำมันแล้ว เวลาที่รถวิ่งเป็นระยะเวลานานๆ จะเกิดความร้อนจนทำให้บริเวณแก้มยางที่บางที่จุดนั้นฉีกขาดทำให้เกิดยางระเบิดขึ้นได้ ดังนั้นเราจึงควรหมั่นเช็คลมยางอยู่เสมอ
     
    3.บรรทุกน้ำหนักมากเกินไป
     
    รถที่บรรทุกมากจนเกินไปจนยางรับไม่ไหว อาจทำให้ยางเกิดระเบิดขึ้นได้ โดยทั่วไปที่เรามักเห็นเศษยางที่อยู่ตามท้องถนน ซึ่งล้อรถบรรทุกเป็นแบบล้อคู่ที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันเหตุการณ์นี้ไว้อยู่แล้ว
     
    4.การใช้ความเร็วมากเกินไป
     
    ยิ่งขับเร็วมากความร้อนที่ยางจะสูงตามไปด้วย และเมื่อเกิดยางระเบิดในขณะที่ขับรถด้วยความเร็วสูงแล้วล่ะก็ โอกาสที่จะเสียการควบคุมรถก็จะยิ่งมีมากยิ่งขึ้น
     
    5.เหยียบตะปูหรือเรือใบ หรือของมีคม
     
     
    สิ่งแปลกปลอมต่างๆ ที่อยู่บนพื้นถนนนั้น ผู้ขับขี่รถยนต์มีโอกาสที่จะเหยียบได้ แรงวิ่งและน้ำหนักของรถจะไปกดให้เกิดความเสียหายที่รุนแรงกว่าปกติ อาจถึงขั้นยางระเบิดได้เลยเหมือนกัน
     
    เทคนิคการเอาตัวรอดเมื่อยางระเบิด!!
     
    1.จับพวงมาลัยรถยนต์ให้มั่น
     
    เพราะรถจะเสียการทรงตัวไปมา และเราต้องประคองให้รถไม่ปัดไปมาจนไปชนกันรถในเลนส์ข้างเคียง
     
    2.ยกเท้าออกจากคันเร่ง
     
    อย่าเหยียบเบรกในทันทีหรือใช้เบรกมือโดยเด็ดขาดเพราะจะทำให้รถหมุน ค่อยๆ ปล่อยให้ความเร็วของรถค่อยๆ ลดลงในขณะที่เราประคองพวงมาลัยไว้ด้วย
     
    3.ค่อยๆ แตะเบรกซ้ำๆ เมื่อรถลดความเร็ว
     
    การเหยียบเบรกซ้ำๆ เบาๆ เพื่อป้องกันรถหมุนครับ ห้ามใช้เบรกมือหรือเหยียบครัชโดยเด็ดขาดเพื่อป้องกันรถหมุนและควคุมไม่ได้ จากนั้นให้เปิดไฟเลี้ยวเพื่อขอทางเอารถจอดข้างทางพร้อมเปลี่ยนเกียร์ต่ำอย่างปลอดภัยในที่สุด
     
    4.เปลี่ยนยางอะไหล่
     
    เมื่อเราผ่านวิกฤตยางระเบิดมาได้แล้ว ต่อมาก็สูดหายใจลึกๆ และตั้งสติ จากนั้นจัดการเปลี่ยนยางรถยนต์จากยางอะไหล่ที่มีติดรถไว้ หรือโทรหาอู่ที่ใกล้ที่สุดเพื่อเปลี่ยนยาง เพื่อเดินทางอย่างปลอดภัยต่อไป
     
    อย่าลืมว่าอุบัติเหตุบนท้องถนนนั้นเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา นอกจากความไม่ประมาทในการขับขี่รถยนต์แล้ว การมีสติเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก็มีความสำคัญมาก ถ้ายังไงก็ไม่ควรประมาทนะคะ
     
     
    smileyรถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการsmiley
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!
     

  • alt

    6 เคล็ดลับง่ายๆ ในการทำความสะอาดรถยนต์

    สำหรับใครที่ชอบดูแลรักษารถยนต์ด้วยตัวเอง วันนี้เรามีเคล็ดลับในการนำสิ่งต่างๆในบ้านมาประยุกต์ใช้ในการดูแลรักษาความสะอาดรถของเรา นอกจากจะได้ผลลัพธ์ที่ดีแล้วยังช่วยประหยัดเงินไปในตัวอีกด้วย 
     
    1.ครีมนวดผมล้างรถ
     
    ในครีมนวดผมที่เราใช้ส่วนมากจะมีส่วนผสมของลาโนตินที่มีคุณสมบัติคล้ายกับแว๊กซ์ที่ใช้ในการเคลือบเงารถ หากเราใช้ครีมนวดผมล้างรถเวลาโดนน้ำน้ำจะไม่เกาะตัวรถอีกด้วย
     
    2.ผสมว้อคก้าลงในน้ำยาทำความสะอาดกระจก
     
    ให้นำว้อดก้า 3 ถ้วยตวง ผสมน้ำเปล่า 4 ถ้วยตวง และน้ำยาล้างจาน 2 ช้อนโต๊ะ เขย่าให้เข้ากัน และเทลงไป แค่นี้คุณก็มีน้ำยาฉีกกระจกทำเอง แถมคุณภาพดีอีกด้วย
     
    3.ทำความสะอาดไฟหน้าด้วยถุงน่อง
     
    ลองใช้ถุงน่องคู่เก่าฉีดด้วยน้ำยาเช็ดกระจกและถูทำความสะอาดไฟหน้ารถของคุณดูสิคะ รับรองว่าไฟหน้าเก่าๆก็จะกลับมาสดใสเหมือนใหม่แน่นอน
     
    4.เช็ดกระจกด้วยทิชชู่เปียก
     
    ในกรณีที่คุณรีบหรือหาน้ำยาเช็ดกระจกไม่ได้ เพียงแค่คุณนำทิชชู่เปียก ที่เรามักเอาไว้ใช้ล้างมือ หรือเข้าห้องน้ำ มาลองเช็ดกระจกดู ทั้งกระจกหน้า และกระจกข้าง ก็จะกลับมาใสสะอาดง่ายๆ 
     
    5.ทำความสะอาดที่ปัดน้ำฝนด้วยแอมโมเนีย
     
    ที่ปัดน้ำฝนหากใช้ไปนานๆ มักจะมีคราบเปื้อน และหากคุณยิ่งปัดก็จะยิ่งเป็นคราบ วิธีแก้ง่ายๆ คือ ผสมแอมโมเนีย 1/4 ถ้วยตวง ผสมน้ำเย็น 4 ถ้วยตวง ค่อยๆ ยกที่ปัดน้ำฝน นำผ้านุ่มๆ สะอาดชุบสารละลายดังกล่าว และเช็ดที่ปัดน้ำฝน แค่นี้ก็สะอาด ใช้งานได้ดีเหมือนเดิม
     
    6.ทำน้ำยาล้างรถใช้เองด้วยเบคกิ้งโซดา
     
    ผสมเบคกิ้งโซดา 1/4 ถ้วยตวง, น้ำยาล้างจาน 1/4 ถ้วยตวง ใส่ทั้งสองส่วนลงในแกลลอน และใส่น้ำจนเกือบเต็ม ปิดฝา และเขย่าให้ส่วนผสมเข้ากันดี พอเวลาจะล้างรถให้นำสารละลายดังกล่าว 1 ถ้วย ลงในกระป๋อง ผสมน้ำอุ่น ตีให้เข้ากัน แล้วนำมาล้างรถได้เลยจ้า
     
    เคล็ดลับดีๆ ต้องบอกต่อ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะคะ

    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ
    ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ต้องที่นี่ กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ สุพรรณบุรี!!

     

  • alt

    เบรกแตก....ทำยังไงดี!!

    ปัญหาที่มักพบเจอกันบ่อยในการขับรถบนท้องถนนนั้นคงไม่พ้นอาการที่เรียกกันว่า "เบรกแตก" ถือเป็นเรื่องที่คุณจะประมาทไม่ได้
    เพราะอาการเช่นนี้คุณจะไม่สามารถหยุดรถหรือชะลอความเร็วของรถได้โดยวิธีการปกติ ซึ่งในปัจจุบันผู้คนส่วนใหญ่นิยมหันมาใช้เกียร์อัตโนมัติกันมากขึ้น
    ทำให้การควบคุมรถเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นมานั้นทำให้เบรกกะทันหันได้ยากยิ่งขึ้น
     
    อาการเบรกแตก เป็นอาการที่ถือได้ว่าจะเกิดขึ้นได้ยาก โดยสาเหตุนั้นส่วนใหญ่เกิดจากการขาดการดูแลรักษาระบบห้ามล้ออย่างถูกต้อง โดยเฉพาะผ้าเบรค
    หรือระบบเบรคได้รับความเสียหายจากการขับขี่ โดยระบบเบรกที่ใช้นี้เป็นระบบไฮดรอลิกที่ใช้น้ำมันหล่อลื่น ซึ่งหากเกิดความขัดข้อง ระบบเบรกก็จะไม่ทำงาน
    และไม่สามารถหยุดรถได้ ซึ่งก็คืออาการเบรกแตกนั้นเอง
     
    เมื่อเบรกแตกต้องทำอย่างไร??
    1.ตั้งสติ สิ่งสำคัญอันดับแรก ๆ เลยเมื่อเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ คุณควรที่จะต้องตั้งสติเพื่อให้คุณแก้ไขสถานการณ์การเบรกแตกนั้น ซึ่งหากเจอช่องว่าให้คุณขับชิดซ้ายทันทีเพราะการขับรถเบรกแตกไม่ว่าจะช้าหรือเร็วยังไงก็ไม่ปลอดภัยอยู่ดี
     
    2.ลดความเร็ว โดยการใช้ประโยชน์จากแรงเสียดทาน ซึ่งการทำเช่นนี้เรียกว่า "Engine Brake" ซึ่งทำให้ให้เครื่องยนต์เกิดการหน่วง ช่วยลดความเร็วอย่างกะทันหัน 
    โดยคุณสามารถทำได้โดยการเหยียบคลัทช์ ลดตำแหน่งเกียร์ สำหรับรถเกียร์ออโต้ ให้ใช้วิธีกดปุ่ม Overdrive on หรือสลับตำแหน่งเกียร์จาก D มาเป็น 3 
    หมายเหตุ **ห้ามเปลี่ยนเกียร์มาเป็น L โดยเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นเครื่องยนต์ของคุณอาจจะพังได้**
     
    3.จับพวงมาลัยให้มั่นแล้วชิดซ้าย เมื่อเราลดเกียร์แล้วความเร็วของรถจะค่อยๆลดช้าลง แต่ไม่ถึงกับหยุดสนิท ให้คุณขับชิดซ้ายเข้าข้างทางโดยห้ามเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วของรถโดยเด็ดขาด ถ้าหากมีรถกีดขวางให้บีบแตรเพื่อส่งสัญญาณ 
     
    4.เบรคมือ ช่วยคุณได้ ในกรณีที่เบรกแตกนั้นไม่ใช่ว่าเบรกมือจะไม่สามารถใช้ได้เลยทีเดียว โดยคุณค่อยๆดึงเบรกมือขึ้นจนสุด ก็จะสามารถช่วยชะลอความเร็วของรถให้ลดลงได้
     
    5.ทางลาดชัน ทำยังไง? หากคุณบังเอิญเบรกแตกในขณะที่กำลังลงเขานั้น อันดับแรกคุณต้องลดความเร็วของรถก่อน โดยเริ่มที่การลดเกียร์ต่ำลงก่อน และงดการใช้เบรกมือจนกว่าจะอยู่ในพื้นที่
    ที่มีความชันน้อย ซึ่งจะทำให้รถชะลอได้ดีกว่าและไม่เกิดความร้อนมากเกินไป
     
    ทั้งหมดนี้เป็นข้อควรปฏิบัติเมื่อคุณเกิดเหตุการณ์รถเบรคแตก ทางที่ดีควรตรวจเช็คสภาพรถของคุณอย่างสม่ำเสมอ และมีสติไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะร้ายแรงเพียงใด สุดท้ายก็จะผ่านพ้นไปด้วยดี
     

  • alt

    เทคนิค6ข้อของการขับรถเกียร์ออโต้ขึ้นเขา

    1. ขับรถยนต์เกียร์ออโต้ขึ้นเขาใช้เกียร์ D เพื่อทดเกียร์ให้อัตโนมัติและสังเกตรอบของเครื่องยนต์ (อยู่ถัดจากหน้าปัดแสดงความเร็ว) ถ้าความเร็วรอบของเครื่องยนต์เกิน 4500 รอบต่อนาที รถยนต์จะเริ่มเร่งเครื่องยนต์ไม่ขึ้น
    2. ถ้าเริ่งเครื่องไม่ขึ้น ให้ปรับมาใช้เกียร์ D3 หรือ S และกลับมาใช้งานเกียร์ D เมื่อวิ่งทางราบ
    3. ขับรถยนต์เกียร์ออโต้ลงเขาสำคัญที่การใช้เบรก ไม่ควรเหยีบเบรกแช่ เพราะเบรกอาจจะไหม้ ควรเหยียบเป็นระยะและเหยียบให้ลึก
    4. ขับรถลงเขาใช้เกียร์ D ไว้ก่อนได้ ส่วน D2 หรือ L ใช้เมื่อลงเขาที่มีความลาดชันและระยะทางไกลมาก
    5. ถ้าขับรถลงเขาแล้วได้กลิ่นผ้าเบรกไหม้ ให้แวะจอดในที่ที่ปลอดภัยเพื่อรอให้เครื่องเย็นก่อน ค่อยขับต่อ
    6. ห้ามใช้เกียร์ N ลงเขาโดยเด็ดขาด เพราะจะไม่สามารถควบคุมความเร็วของเบรกหรือทิศทางของรถได้เลย ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายมาก

  • alt

    23ตุลาคม วันปิยมหาราช

    วันปิยมหาราช ตรงกับวันที่ 23 ตุลาคมของทุกปี ( Chulalongkorn Day) เป็นวันสำคัญ และวันหยุดราชการวันหนึ่งของไทย โดยวันนี้เป็นวันที่คนไทยรู้จักกันดีคือ “วันเลิกทาส” ตั้งแต่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2417 และห้ามมีการซื้อขายทาสอีกในประเทศไทย สมเด็จพระปิยมหาราช หรือพระนามเต็มว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

    วันที่ 23 ตุลาคม เป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ต่อประเทศไทยหลายด้าน และสิ่งที่โดดเด่นคือ การประกาศเลิกทาส เป็นการหยุดวงจรการเป็นทาส เพราะเมื่อสมัยก่อนหากพ่อแม่เป็นทาส ลูกที่เกิดมาก็ต้องเป็นทาสต่อไปเรื่อยๆ ทางราชการจึงได้ประกาศให้วันที่ 23 ตุลาคมของทุกปีเป็นหนึ่งในวันระลึกถึงความสำคัญของเหตุการณ์ในชาติ โดยเรียกว่า “วันปิยมหาราช” พร้อมทั้งกำหนดให้วันนี้เป็นวันหยุดราชการ

    การเลิกทาส ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสที่แท้จริงขึ้น เรียกว่า “พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124” (พ.ศ.2448) เลิกเรื่องลูกทาส ในเรือนเบี้ยอย่างเด็ดขาด เด็กที่เกิดจากทาส ไม่เป็นทาสอีกต่อไป การซื้อขายทาสเป็นโทษทางอาญา ส่วนผู้ที่เป็นทาสอยู่แล้ว ให้นายเงินลดค่าตัวให้เดือนละ 4 บาท จนกว่าจะหมด

    การปฏิรูประเบียบบริหารราชการ ได้ทรงปรับปรุงหน้าที่ของกรมต่าง ๆ ที่มีอยู่แต่เดิมให้เป็นระเบียบเรียบร้อยโดยรวมกรมต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมายเวลานั้นเข้าเป็นกระทรวง กระทรวงหนึ่ง ๆ ก็มีหน้าที่อย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างพอเหมาะสม

    การศึกษา ทรงโปรดให้จัดตั้งโรงเรียนหลวงขึ้นในพระบรมมหาราชวัง แล้วมีหมายประกาศชักชวนพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการให้ส่งบุตรหลานเข้า เรียน โรงเรียนภาษาไทยนี้

    การศาล ทรงตั้งกระทรวงยุติธรรมขึ้น เพื่อรวบรวมศาลต่าง ๆ ให้มาขึ้นอยู่ในกระทรวงเดียวกัน

    การคมนาคม ได้โปรดเกล้าฯ ให้ขยายถนนบำรุงเมือง ถนนที่ทรงสร้างใหม่ คือ ถนนเยาวราช ถนนราชดำเนินกลาง ถนนราชดำเนินนอก ถนนดินสอ ถนนบูรพา ถนนอุณากรรณ เป็นต้น

    การสุขาภิบาล ได้ทรงตั้งกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อดูแลจัดตั้งโรงพยาบาลขึ้นหลายแห่ง เช่น ศิริราชพยาบาล โรงพยาบาลบางรัก โรงพยาบาลโรคจิต และโรงเลี้ยงเด็ก 

    การสงครามและการเสียดินแดน ท่านทรวงควบคุมการเสียดินแดนของไทย หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็พยายามทำให้ได้ประโยชน์จากการเสียดินแดนให้มากที่สุด

    การเสด็จประพาส ระหว่างที่ยังมีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ก็ได้เสด็จประพาสต่างประเทศหลายที่ เพื่อดูแบบอย่างการปกครอง และนำมาแก้ไขดัดแปลงใช้ในประเทศของเราบ้าง

    การศาสนา ทรงเป็นองค์ศาสนูปถัมภกโดยแท้จริงในด้านพระพุทธศาสนา

    การวรรณคดี ทรงเป็นนักประพันธ์ ซึ่งมีความชำนาญทั้งทางร้อยแก้วและร้อยกรอง เช่น ไกลบ้าน ลิลิตนิทราชาคริต เงาะป่า พระราชพิธีสิบสองเดือน เป็นต้น

  • alt

    การดูแลรถยนต์ในช่วงหน้าร้อน

    หน้าร้อนนี้ดูแลรถยนต์ยังไงไม่ให้พัง!!
    รถยนต์ยานพาหนะที่สำคัญของใครหลายๆ คน ถึงแม้ว่าจะมีการสร้างโครงรถยนต์มาให้มีความทนทานมากแค่ไหน
    แต่รถยนต์ก็มีอาการเสื่อมสภาพและพังได้เช่นเดียวกัน
    อีกทั้งตอนนี้ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงหน้าร้อนกันแล้ว อากาศร้อนเช่นนี้ก็ยิ่งควรดูแลรถยนต์เป็นพิเศษเนื่องจากอากาศร้อนส่งผลเสียหลายๆอย่างต่อตัวรถ 
    ที่ต้องมีการดูแลรถยนต์มากขึ้นกว่าเดิม วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆในการดูแลรถยนต์ในช่วงที่อากาศร้อนๆแบบนี้มาแนะนำกันค่ะ
     
    1.ตรวจระบบปรับอากาศ
    เครื่องปรับอากาศในรถ หรือ ระบบปรับอากาศนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นมากในช่วงหน้าร้อน ดังนั้นจึงควรตรวจสอบระบบปรับอากาศ และระดับของน้ำยาแอร์ซึ่งหากเหลือน้อย อาจก่อให้เกิดปัญหากับระบบทำความเย็นของรถได้ ซึ่งควรเปลี่ยนหรือตรวจเช็คปีละ 3 ครั้ง
     
    2.ตรวจสอบลมยางรถยนต์
    อากาศร้อนมีผลต่อสภาพของยางรถยนต์เป็นอย่างมาก เพราะความดันภายในยางจะมีเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้พื้นสัมผัสระหว่างล้อรถและพื้นถนนมีน้อยลง เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้มากยิ่งขึ้น เจ้าของรถจึงควรเช็คสภาพยางรถยนต์อย่างน้อยๆเดือนละครั้ง
     
    3.แบตเตอรี่รถยนต์
    อุณหภูมิที่สูงมากในช่วงหน้าร้อนนั้น มักจะส่งผลต่อระบบไฟฟ้าทั้งหมดรวมไปถึงแบตเตอรี่รถยนต์ ดังนั้นจึงหมั่นตรวจสอบระบบทั้งหมดเดือนละครั้ง ไม่ว่าจะเป็นสายไฟและขั้วต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอ รวมถึงระดับของน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ควรเติมให้อยู่ในระดับที่พอดีอย่างสม่ำเสมอ
     
    4.น้ำมันเครื่อง
    อากาศร้อนทำให้เครื่องยนต์ของรถยนต์ทำงานหนักขึ้น การเลือกน้ำมันเครื่องที่เหมาะสมจะช่วยบรรเทาภาระของเครื่องยนต์ที่อาจเกิดขึ้นได้มากทีเดียว อีกทั้งควรมีการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยรักษาสภาพของเครื่องยนต์ให้ใช้งานนานยิ่งขึ้น
     
    5.ระบบหล่อเย็นเครื่องยนต์
    ควรตรวจเช็คระบบหล่อเย็นของรถยนต์ให้สามารถทำงานได้อย่างปกติ และควรหมั่นตรวจสภาพของหม้อน้ำและระบบต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่มีรอยขาดหรือชำรุดเสียหาย เครื่องยนต์ทำงานจะเกิดความร้อนจากการเสียดสีและการจุดระเบิด นอกจากน้ำมันเครื่องที่ใช้สำหรับหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆ ระบบหล่อเย็นก็ถือเป็นตัวช่วยระบายความร้อนชั้นดีได้อีกด้วย
     
    6.ขอบยางประตูและที่ปัดน้ำฝน
    อากาศร้อนเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความเหนียวและยืดหยุ่นในยางจะยิ่งลดลงเรื่อยๆ ซึ่งจะทำให้ที่ปัดน้ำฝนฝืด หากฝืนใช้กระจกอาจเป็นรอยได้ และหากเป็นขอบยางประตูจะทำให้ปิดประตูไม่ค่อยสนิท ดังนั้นจึงควรตรวจเช็คสภาพสิ่งของที่เป็นประเภทยางให้ดี
     
    7.เปิดกระจกก่อนเร่งแอร์
    คนส่วนใหญ่มักติดนิสัย สตาร์ทรถแล้วเร่งแอร์โดยทันที ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้รถทำงานหนักกว่าปกติและเปลืองน้ำมันมากกว่าเดิมเป็นอย่างมาก ดังนั้นก่อนที่จะเปิดแอร์ ควรเปิดกระจกและพัดลมแอร์ให้แรงสักหน่อย เพื่อไล่ความร้อนออกไป ทำแบบนี้เพียงสัก 1-2 นาทีก็เพียงพอ

  • alt

    ห้ามทิ้งไว้ในรถ

    ในปัจจุบัน ผู้คนส่วนใหญ่มักต้องจอดรถตากแดดกลางแจ้งอย่างเลี่ยงไม่ได้ สำหรับใครหลายคน รถยนต์เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองกันเลยก็ว่าได้ 
    บางคนมักเก็บสิ่งของใช้มากมายเอาไว้บนรถเพื่อความสะดวกสบายในการใช้สอย แต่รู้หรือไม่ว่าสิ่งของบางอย่างเมื่อเก็บไว้ในรถนั้นมันส่งผลอันตรายต่อรถรวมไปถึงชีวิต
    ลองมาดู 8 สิ่งที่ไม่ควรเก็บไว้บนรถกันดีกว่าค่ะ
     
    1. กระป๋องสเปรย์
    หลายคนคงสงสัยว่ากระป๋องสเปรย์มันจะอันตรายได้อย่างไร อันที่จริงไม่ว่าจะเป็นกระป๋องสเปรย์ดับกลิ่นทั่วไปหรือแม้แต่กระป๋องสเปรย์น้ำแร่ที่สาวๆพกฉีดหน้าระหว่างวันก็ควรนำออกจากรถ 
    เพราะในกระป๋องสเปรย์นั้นเต็มไปด้วยแรงอัด หากได้รับความร้อนสูงหรือทิ้งไว้ให้โดนแสงแดดในรถนานๆก็จะทำให้แรงดันภายในเพิ่มสูงขึ้น จนกระทั่งเกิดการระเบิดขึ้นได้
     
    2. แบตสำรอง หรือ พาวเวอร์แบงค์
    แบตสำรองเรียกว่าเป็นไอเท็มที่หลายคนมักมีติดตัวไว้อยู่เสมอสำหรับยุคสมารท์โฟนแบบนี้ แต่หากคุณลืมมันไว้ในและรถจอดตากแดดเป็นเวลานาน 
    จะทำให้ก่อให้เกิดอันตรายขึ้นได้ เพราะในพาวเวอร์แบงค์นั้นมีสารลิเธียมไอออนหากได้รับความร้อนสูงเป็นเวลานานจะส่งผลให้เกิดการลัดวงจร จนระเบิดได้แม้จะไม่ได้ใช้งานอยู่ก็ตาม
     
    3. โทรศัพท์มือถือ
    โทรศัพท์มือถือเป็นอีกเครื่องมือสื่อสารที่ทุกคนต้องใช้ในแต่ละวัน แต่หากวันใดลืมไว้ในรถจนได้รับความร้อนเป็นระยะเวลานานนั้น จะทำให้โทรศัพท์และแบตเตอรี่เกิดการลัดวงจรจนอาจระเบิดได้ในที่สุด 
    โดยเฉพาะหากคุณเปิดใช้งานโทรศัพท์มือถือทิ้งไว้ ความร้อนก็จะยิ่งสูงขึ้น โอกาสในการระเบิดก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
     
    4. ไฟแช็ค
    ไฟแช็คนั้น คงเป็นสิ่งของข้างกายของเหล่าชาวสิงค์อมควันทั้งหลายเลยก็ว่าได้ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า เจ้าไฟแช็คนี้ถือเป็นตัวการชั้นยอดที่ทำให้เกิดการระเบิดขึ้น 
    เพราะเป็นวัตถุที่ติดไฟง่ายและยิ่งหากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกแสงแดดกระทบเป็นเวลานาน ก็ยิ่งเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ขึ้นได้
     
    5. แผ่นยางกันลื่น หรือของประดับจากยาง
    การมีของไว้ประดับรถถือว่าเป็นอีกสิ่งที่หลายคนชื่นชอบ แต่สิ่งที่ผู้ใช้รถทุกคนควรเลี่ยงก็คือ การนำอุปกรณ์ที่เป็นยางมาประดับบนแผงคอนโซล 
    ควรใช้เท่าที่จำเป็นจะดีกว่า เพราะวัสดุที่เป็นยางนั้นไม่ถูกกับความร้อน หากได้รับความร้อนเป็นเวลานานอาจทำให้ละลายติดกับคอนโซลจนได้รับความเสียหายรวมถึงได้เสียเงินเปลี่ยนใหม่แน่ๆ
     
    6. ขวดน้ำ
    เป็นที่แน่นอนเลยว่าผู้ใช้รถยนต์ส่วนใหญ่นั้นต้องนำขวดน้ำดื่มอย่างน้อย 1 ขวดมาไว้ภายในรถยนต์ เพื่อดับความกระหายเวลาขับรถ โดยที่หลายคนนั้นอาจไม่ทราบว่า น้ำดื่มที่เต็มขวดนั้น 
    หากโดนแสงแดดเป็นเวลานานจะทำปฏิกิริยาคล้ายเลนส์ของแว่นขยาย โดยจะเกิดการหักเหแสงแดดไปรวมไว้ที่จุดโฟกัสเดียว ซึ่งจะทำให้เกิดความร้อนสูงจนอาจเกิดไฟลุกขึ้นได้ 
    และหากการทำมุมของแสงไปพอดีกับวัสดุที่พร้อมจะติดไฟ เช่น กระดาษ หรือ ผ้า  ก็อาจส่งผลให้การเกิดไฟไหม้นั้นง่ายขึ้น
     
    7. เครื่องหอมระเหย น้ำหอมต่างๆ
     
    เครื่องหอมระเหย และน้ำหอมต่างๆนั้น ควรใช้เท่าที่จำเป็นจะดีกว่า เพราะเมื่อได้รับความร้อนสูง จะเสี่ยงต่อการละลายไหลลงบนคอนโซลรถ ทำให้เกิดรอยด่างซึ่งยากต่อการทำความสะอาด
    และไอระเหยของน้ำหอมที่หมุนเวียนภายในรถนั้น หากไม่ได้รับการระบายจะไปสะสมอยู่ในรังผึ้งของระบบปรับอากาศ จนเกิดการอุดตันบริเวณช่องแอร์ ทำให้เครื่องยนต์ในระบบปรับอากาศเสียหายได้
     
    8. เครื่องสำอาง สกินแคร์ต่างๆ
    สาวๆทั้งหลายมักเก็บกล่องเครื่องสำอางและครีมต่างๆไว้ในรถ แต่ทราบหรือไม่ว่า ความร้อนนั้นเป็นตัวเร่งให้ครีมบำรุงทุกชนิดเสื่อมประสิทธิภาพและลดอายุการใช้งานให้สั้นลง 
    โดยเฉพาะลิปสติก ไม่ควรเผลอไว้ในรถเด็ดขาดไม่ว่าจะราคาถูกหรือแพงเพียงใด เพราะความร้อนจะทำให้เนื้อลิปสติกนั้นละลาย ชนิดที่ว่าแท่งโปรดเพียงใดก็ไม่อาจกู้กลับมาใช้ได้อีกนะคะ

  • alt

    รถติดไฟแดง ความเข้าเกียร์ N หรือ D??

    รถติดไฟแดงควรเข้าเกียร์ N หรือ D ?
    ปัจจุบัน รถยนต์ในตลาดเมืองไทยส่วนใหญ่มักใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติหรือที่เรียกติดปากกันว่าเกียร์ออโต้ ซึ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่เพราะระบบจะเปลี่ยนเกียร์ให้อัตโนมัติ และเนื่องจากการจราจรในปัจจุบันมีความหนาแน่นมากขึ้น ผู้คนหันมาใช้รถใช้ถนนกันมากขึ้น จึงทำให้การจราจรติดขัดเพราะมีรถมาก แน่นอนว่าพอเราติดไฟแดงนานๆ เรามักจะเกิดคำถามว่า เราควรเข้าเกียร์ D หรือ N (เกียร์ว่าง) กันแน่ วันนี้เราเลยนำบทความนี้มาตอบข้อสงสัยให้กับทุกคนกันค่ะ
     
    1. สำหรับรถยนต์ เครื่องยนต์สันดาปล้วน
     
              เริ่มแรกถามว่าควรเข้าเกียร์ D หรือ N นั้นอยากให้ดูตามสถานการณ์ของจราจรเป็นเกณฑ์ ถ้ารถติดเกิน 1 นาทีเป็นต้นไปควรอย่างยิ่งที่จะเข้าเกียร์ N เพราะหากการเข้าเกียร์ D แล้วเหยียบเบรกทิ้งไว้ ระบบส่งกำลังของเกียร์ (Torque Converters) ก็จะทำงานอยู่ในรอบเดินเบา แล้วเราเหยียบเบรกห้ามไว้ ส่วนเรื่องการสึกหรอนั้นไม่มีข้อมูลที่ยืนยัน แต่หากคิดตามหลักการแล้วอาจจะมีบ้างแต่น้อยมากแต่ที่มีปัญหาแน่นอนและเด่นชัดคือรถคุณจะกินน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่าเดิม
              แต่ทั้งนี้หากรถติดเพียงเล็กน้อยก็ไม่จำเป็นต้อง N เสมอไป เพราะคุณจะมาเปลี่ยนเกียร์ทุกครั้งที่เจอไฟแดง จะทำให้กลไกชุดลิ้งก์การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ รวมถึงพวกชิ้นส่วนที่มีการเคลื่อนที่บริเวณคันเกียร์ มีการใช้งานมากกว่าปกติ และทำให้แรงดันน้ำมันเกียร์เปลี่ยนแปลงบ่อย
     
    2. สำหรับรถยนต์ เครื่องยนต์ระบบไฮบริด
     
              สำหรับกรณีรถไฮบริดนั้นมีความแตกต่างออกไป คือถ้าใส่เกียร์ N ไว้ กระบวนการชาร์จไฟจากมอเตอร์เข้าแบตเตอรี่จะไม่ทำงาน เพราะฉะนั้นก็ควรใส่เกียร์ D ไว้เมื่อต้องการชาร์จไฟแบตเตอรี่ หรือถ้าอยากพักเท้าในการเหยียบเบรก ให้โยกคันเกียร์ไปที่ P เลยจะดีกว่าเพราะระบบชาร์จไฟจะทำงาน ทั้งนี้ช่วงการจอดรถติดไฟแดงให้ปลอดภัย เมื่อเข้าเกียร์ N ก็ควรใช้เบรกมือร่วมด้วย หรือหากคุณเข้าเกียร์ P แล้วโดนชนอาจจะทำให้รถเกียร์เสียทั้งชุด แต่ตามกฎหมายแล้วคุณสามารถฟ้องร้องคู่กรณีที่ชนท้ายให้จ่ายค่าเสียหายได้ทั้งหมด
              ที่สำคัญเราควรถนอมเกียร์ให้ใช้งานได้ยาวขึ้นด้วยการตรวจเช็กหรือเปลี่ยนตามคู่มือการใช้รถของเราเอง เชื่อว่าข้อมูลทั้งหมดจะช่วยตอบข้อสงสัยให้กับทุกๆคนได้ และใครที่ขับผิดวิธีก็ ลองมาปรับนิสัยการขับดูเพราะอาจช่วยเราประหยัดค่าน้ำมันไปได้พอสมควรแล้วยังเป็นการรักษาเกียร์ให้อยู่กับรถของเราไปนานๆได้อีกด้วย

  • alt

    มาล้างห้องเครื่องรถยนต์ให้ถูกวิธีกันเถอะ!!

    หากห้องเครื่องยนต์ของรถคุณเกิดความสกปรกจนมีความจำเป็นต้องล้าง 
    การล้างด้วยวิธีที่ถูกต้องก็เป็นจุดที่ไม่ควรมองข้าม ไม่เช่นนั้นแล้วการล้างห้องเครื่องยนต์อาจเกิดผลเสียต่อรถของคุณ วันนี้เรามีข้อแนะนำในการล้างห้องเครื่องยนต์มาฝากกันค่ะ
     
    • ตรวจสอบการรั่วซึมก่อนเริ่มล้างห้องเครื่องยนต์
    ในห้องเครื่องยนต์นั้นประกอบด้วยเครื่องยนต์และระบบต่างๆมากมาย เช่น ระบบน้ำหล่อเย็น ระบบเบรก ระบบปรับอากาศ ระบบบังคับเลี้ยว เป็นต้น ฉะนั้นเราสามารถตรวจสอบการรั่วซึม ณ จุดต่างๆ เหล่านั้นด้วย กรณีที่มีการรั่วซึมเกิดขึ้นเราก็จะสามารถแก้ไขได้อย่างทันท่วงที นอกจากนั้นเราต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าฝาของกระปุกของเหลวต่างๆ ปิดสนิทเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้า ขณะทำการล้างห้องเครื่องยนต์
     
    • ระมัดระวังเกี่ยวกับอุปกรณ์ไฟฟ้าเป็นพิเศษ
    ปัจจุบันในห้องเครื่องยนต์จะมีอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับกล่องควบคุมต่างๆ และระบบไฟฟ้าอยู่มากมาย เช่น กล่องควบคุมระบบเบรก กล่องฟิวส์ ไดร์ชาร์จ ข้อต่อสายไฟ ปลั๊ก รวมทั้งเซ็นเซอร์ต่างๆ เป็นต้น ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวนี้ ไม่ควรโดนน้ำเพราะอาจเกิดความเสียหายขึ้นได้ ดังนั้น ก่อนล้างห้องเครื่องยนต์ต้องป้องกันอุปกรณ์ดังกล่าวด้วยพลาสติกหรือพันด้วยเทป เป็นต้น แล้วใช้เพียงผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดทำความสะอาดสิ่งสกปรกออกไปจากอุปกรณ์ดังกล่าว
     
    • ไม่ควรล้างห้องเครื่องยนต์ขณะห้องเครื่องยนต์ร้อนจัด
    ก่อนทำการล้างห้องเครื่องยนต์ ควรรอจนกว่าเครื่องยนต์เย็นตัวลงหรือดับเครื่องยนต์ทิ้งไว้อย่างน้อย 20-30 นาที เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับสิ้นส่วนของเครื่องยนต์เมื่อโดนน้ำขณะร้อนจัด
     
    • เป่าหรือเช็ดให้แห้งหลังจากล้างเสร็จ
    หลังจากล้างห้องเครื่องยนต์เสร็จแล้ว อาจมีน้ำที่ขังอยู่ตามบริเวณต่างๆของเครื่องยนต์และรอบห้องเครื่องยนต์ เมื่อล้างห้องเครื่องยนต์เสร็จต้องเป่าหรือเช็ดให้แห้ง และทำการสตาร์ทเครื่องยนต์เดินเบาไว้อย่างน้อย 5 นาที เพื่อให้ความชื้นระเหยออกจนหมด

  • alt

    เทคนิคดูแลเบาะหนังที่คุณควรรู้!!

    ชื่อว่าคนที่รักรถเป็นชีวิตจิตใจ ไม่เพียงต้องการความสวยงามแต่เพียงภายนอกเท่านั้น ภายในห้องโดยสารก็ต้องเนี๊ยบโก้หรูดูดีควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะกับรถที่เบาะหุ้มด้วยหนังซึ่งเจ้าของรถส่วนใหญ่มักจะกังวลว่าเบาะนั้นจะเกิดปัญหาแตกลายงาก่อนเวลาอันควร ถ้าหากว่าใช้งานรถบ่อยๆ วันนี้ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ก็มีข้อมูลและวิธีดีในการรักษาเบาะหนังแท้และหนังเทียมมาแนะนำกัน
     
    1. เบาะหนังแท้ 
    การดูแลไม่ได้ยุ่งยากวุ่นวายอะไร อันดับแรกควรหลีกเลี่ยงการจอดรถกลางแจ้ง เพราะการจอดในขณะที่แดดร้อนจัดนานๆ ซึ่งมาพร้อมแสง UV จะยิ่งส่งผลต่อให้หนังเบาะกรอบและแตกเร็วกว่าเวลาอันควร รวมไปถึงอย่าให้เบาะหนังแท้โดนน้ำหรือมีความชื้น เพราะจะทำให้เบาะมีแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของกลิ่นอับ
     
    2. ใช้น้ำยาเคลือบ 
    สำหรับการเคลือบเบาะหนังแท้ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากเกินไป ควรจะใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ เพราะถึงแม้ว่าการเคลือบหนังแท้ด้วยน้ำยาเคลือบเบาะหนังแท้นั้น จะช่วยให้เบาะหนังแท้ดูใหม่และนุ่มน่านั่งอยู่ตลอดเวลาก็จริง แต่ทว่าเมือไหร่ที่น้ำยาเคลือบเบาะหนังเสื่อมสภาพลง ก็อาจทำให้เบาะหนังแท้มีผิวที่แข็งกว่าเดิม และต้องเสียเวลาขัดนานมากขึ้นถึงจะกลับมานุ่มเช่นเดิม
     
    3. เบาะหนังแท้มีฝุ่นเกาะ 
    ให้ผ้าขนหนูเนื้อนุ่มชุบน้ำบิดพอหมาดๆ แล้วจึงนำมาเช็ดทำความสะอาดเบาะหนังแท้ แต่ถ้ามีคราบสกปรกติดแน่นให้ใช้สเตคลีนหรือน้ำยาทำความสะอาดขัดออก แต่ให้ขัดเฉพาะที่ไม่ต้องขัดเบาะหนังแท้ทั้งหมด แล้วจึงให้ผ้าขนหนูเนื้อนุ่มชุบน้ำบิดพอหมาดๆ แล้วผึ่งลมให้แห้ง
     
    4. ส่วนในกรณีที่เป็นเบาะหนังเทียม (ผ้าหนังประเภท PU และ PVC)
     
    มีคุณลักษณะเด่นอยู่หลายประการ ทั้งการดูแลรักษาที่ง่าย กันน้ำไม่เก็บความชื้น ไม่อมความร้อนไม่อมกลิ่น และราคาถูกกว่าหนังแท้หลายเท่าแต่อาจมีข้อเสียเปรียบอยู่บ้าง โดยเฉพาะเรื่องความทนทานและอายุการใช้งานที่น้อยกว่าเบาะหนังแท้ การยืดอายุการใช้งานเบาะหนังเทียม อันดับแรกไม่ควรปล่อยให้เบาะตากแดดเป็นเวลานาน หากจำเป็นต้องจอดรถตากแดด ควรหาม่านบังแดดมาปิดไว้ทุกครั้ง อย่างไรก็ดีแม้เบาะประเภทนี้จะดูแลรักษาง่าย ควรหมั่นทำความสะอาดบ้างวิธีง่ายก็คือการเอาผ้าชุบน้ำบิดหมาดๆ เช็ดให้ทั่วเบาะ ทั้งนี้อาจผสมสบู่อ่อนๆ เล็กน้อย เพื่อช่วยในการขจัดคราบสกปรกออกได้หมดจดมากขึ้น

  • alt

    เลือกน้ำมันเครื่องอย่างไรให้ดีต่อรถของคุณ!!

    การเลือกน้ำมันเครื่องให้เหมาะกับรถยนต์
     
    หนึ่งในค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงรถยนต์บ่อยที่สุดคือ การเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เพราะหากคุณใช้น้ำมันถึงระยะทางที่กำหนดคุณภาพจะเริ่มเสื่อม การหล่อลื่น หล่อเย็นภายในเครื่องแย่ลง เครื่องทำงานไม่ราบรื่น พังไวก่อนกำหนด เปลี่ยนหรือซ่อมก็ต้องกำเงินหมื่นไปอยู่ดี
    คำถามมักเกิดขึ้นในช่วงที่ต้องเลือก "น้ำมันเครื่องรุ่นไหนดี" กึกก้องมาในหัวใช่ไหมครับ เพราะฉะนั้นกระปุกคาร์จึงนำความรู้เกี่ยวกับน้ำมันเครื่อง 3 เรื่องที่คุณต้องดู ใช้ประกอบการพิจารณามาบอกให้ทุกท่านได้ตัดสินใจง่ายขึ้น
     
    1. น้ำมันเครื่อง มีทั้งหมด 3 ประเภท
     
    - น้ำมันเครื่องธรรมดา (Synthetic) ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นที่กลั่นจากน้ำมันปิโตรเลียม ใช้งานได้ประมาณ 3,000-5,000 กม.
     
    - น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ (Semi Synthetic) ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นธรรมดากับชนิดสังเคราะห์ ใช้งานได้ประมาณ 5,000-7,000 กม.
     
    - น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ (Fully Synthetic) ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นที่สังเคราะห์จากน้ำมันปิโตรเลียม ใช้งานได้ประมาณ 7,000-10,000 กม.
     
    แน่นอนว่าเห็นจากระยะการใช้งานคงเลือกกันไม่ยาก แต่ของดีย่อมราคาแพงกว่า เพราะน้ำมันเครื่องแบบธรรมดาราคาประมาณหลักร้อย น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ก็อยู่หลักพัน ตามแต่สูตรและยี่ห้อ
     
    2. การดูค่าของน้ำมันเครื่อง
     
    "SM" คือค่า API (American Petroleum Institute Standard) กำหนดโดยสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นมาตรฐานสำหรับน้ำมันเครื่องแบบสากลทั่วโลก
     
    มาตรฐาน API หากเป็นน้ำมันเครื่องยนต์เบนซินจะขึ้นต้นด้วย "S" เช่น API SM หรือ API SL ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลจะขึ้นต้นด้วย "C" เช่น API CJ-4 หรือ API CI-4 โดยเช็กรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.api.org (ยิ่งปีเก่าเท่าไรมาตรฐานก็ต่ำลง)
     
    API SN มาตรฐานคุณภาพระดับสูงสุดของน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์เบนซิน ให้มาตรฐานประหยัดเชื้อเพลิงที่ดีขึ้น ป้องกันเทอร์โบชาร์จเจอร์ เข้ากับระบบควบคุมการปล่อยไอเสีย และเครื่องยนต์ที่ทำเพื่อรองรับน้ำมัน E85 ประกาศใช้เดือนตุลาคม ในปี 2010
    API SM ประกาศใช้เมื่อปี 2010
    API SL ประกาศใช้เมื่อปี 2004
    API SJ ประกาศใช้เมื่อปี 2001
     
    CK-4 มาตรฐานคุณภาพระดับสูงสุดของน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ดีเซล ประกาศใช้เมื่อปี 2017
    CJ-4 ประกาศใช้เมื่อปี 2010
    CI-4 ประกาศใช้เมื่อปี 2002
    CH-4 ประกาศใช้เมื่อปี 1998
     
    "10W-30" คือค่ามาตรฐานจาก SAE (The Society of Automotive Engineer) ซึ่งเป็นสมาคมวิศวกรรมยานยนต์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา
     
    โดยค่าชุดเลขตัวแรก "10W" ค่าการทนความเย็นของน้ำมันเครื่อง ดังนี้
     
    W = สามารถคงความข้นใสไว้ได้ต่ำกว่า -30 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข
    5W = สามารถคงความข้นใสไว้ได้ถึง -30 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข
    10W = สามารถคงความข้นใสไว้ได้ถึง -20 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข
    15W = สามารถคงความข้นใสไว้ได้ถึง -10 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข
    20W = สามารถคงความข้นใสไว้ได้ถึง 0 องศาเซลเซียส โดยไม่เป็นไข
     
    ชุดเลขตัวที่สอง "30" บอกถึงค่าความหนืดของน้ำมันเครื่องที่มีตั้งแต่ 60, 50, 40, 30, 20, 10 และ 5 โดยตัวเลขมีความหนืดมาก ตัวเลขน้อยมีความหนืดน้อยตามลำดับ โดยความหนืดของน้ำมันมีผลต่อการหล่อลื่นและช่วยลดการสึกหรอได้มาก โดยความหนืดที่เหมาะสมสำหรับเครื่องยนต์ทั่วไปอยู่ที่ 20-40
     
    ทริคที่หลายคนเลือกเปลี่ยนน้ำมันเครื่องคงเป็นเรื่องค่าความหนืด เพราะอุณภูมิอากาศในไทยต่อให้ใช้ 20W ก็ยังไม่น่ากังวล เครื่องยนต์ใหม่ก็มักไปเริ่มกันที่ "40" และปรับให้หนืดขึ้นเมื่ออายุเครื่องยนต์เพิ่ม เพื่อให้เครื่องฟิตขึ้น.. 
     
    3. ดูน้ำมันเครื่องสูตรพิเศษ
     
    น้ำมันเครื่องหลายชนิดในตอนนี้มีการบอกว่าเหมาะสมกับประเภทการใช้งาน ตัวอย่างเช่น
     
    For NGV, LPG & Gasoline - สามารถใช้ได้ดีกว่าสำหรับรถที่ติดแก๊ส NGV และ LPG
    Heavy Duty - ใช้ได้ดีสำหรับรถที่บรรทุกของหนัก
     
    สรปุแล้วทั้ง 3 ข้อนี้เป็นข้อมูลสำคัญที่จะชี้ไปว่าน้ำมันเครื่องแบบไหนเหมาะสมกับรถยนต์ของคุณ เลือกใช้ได้แน่นอน ที่เหลือคงเป็นราคาจำหน่าย ยี่ห้อไหนก็ตามแต่ชอบกันเลยนะคะ

  • alt

    ทำความรู้จักกับระบบเบรค ABS กันเถอะ!!

    ระบบเบรก ABS คืออะไร เวลาเกิดเหตุช่วยอย่างไร ?
     
    ระบบเบรก ABS คืออะไรเทคโนโลยีที่มีมานานแต่ปัจจุบันกลายเทคโนโลยีที่ไม่ว่ารถระดับไหน ค่ายไหน ก็จัดติดตั้งให้เป็นอุปกรณ์ชนิดนี้เป็นพื้นฐานกันเกือบจนจะหมดแล้ว  
    และยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้ว่าเจ้าอุปกรณ์ชนิดนี้มีหลักการทำงานอย่างไร ที่สำคัญระบบเบรก ABS ไม่ใช่การทำงานที่ทำให้ระยะการเบรกสั้นลง อย่างที่หลายๆคนเข้าใจ 
     
    ระบบ ABSย่อมาจาก Anti – lock Brake System เปรียบเสมือนเป็นผู้ช่วยให้ระบบเบรกพื้นฐานทำงานดียิ่งขึ้นเมื่อประสบอุบัติเหตุกระทันหัน 
    ระบบ ABS คือระบบที่สร้างมาเพื่อป้องกันอาการเบรกล็อก หรือ เบรกตาย เพราะเมื่อใดก็ตามที่เบรกพื้นฐานของรถยนต์ที่ไม่มีระบบ ABS เกิดประสบอุบัติเหตุ 
    เมื่อมีการเหยียบเบรกอย่างกระทันหันและแรงจะทำให้เกิดอาการล้อล๊อกตาย โดยที่ผู้ขับขี่จะไม่สามารถควบคุมทิศทางรถต่างๆได้เลย แต่ในทางตรงกันข้ามหากรถยนต์ 
    คันไหนมีระบบเบรก ABS แล้วจะทำให้รถเหล่านั้นสามารถควบคุมทิศทางรถหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางได้
     
    แล้วรู้ได้อย่างไรว่าเบรก ABS ทำงาน ?
     
    โดยการทำงานของระบบ ABS เป็นหลักการง่ายๆ คือการควบคุมแรงดันของน้ำมันเบรกกับผ้าเบรก เป็นการผสมกันระหว่าง กลไกลและระบบอิเล็กทรอนิกส์ ตามยุคสมัย ABS 
    จะทำงานก็ต่อเมื่อมีการเหยียบเบรกในความแรงระดับพอสมควร และในขณะที่เบรก ABS กำลังทำงานอาจจะมีเสียง ครืดๆ พร้อมแรงสั่นสะเทือน และมีอาการเบรกสั่นสู้เท้า 
    ในบางคนที่ไม่รู้ อาจจะวิตกกังวลว่ารถของตัวเบรครถเสีย เบรกไม่อยู่  ทำให้เกิดอาการเหยี่ยบเบรกซ้ำ ในกรณีนี้การเหยียบเบรกซ้ำจะทำให้ ระบบ ABS ไม่ทำงาน 
    ทางที่ดีควรมีสติ เหยียบเบรกค้างไว้ และบังคับทิศทางรถเพื่อหลบหลีกสิ่งกีดขวางข้างหน้า

  • alt

    เติมน้ำมันผิด อย่าตกใจ แก้ไขได้

    เติมน้ำมันผิด
    อย่าตกใจ แก้ไขได้!
        
        เรื่องเติมน้ำมัน เป็นความรู้พื้นฐานที่ผู้ขับรถทุกคนต้องรู้ เพราะต้องเติมอยู่แทบจะทุกอาทิตย์ ใครมันจะไปเติมน้ำมันผิดได้...ขอบอกเลยว่าอย่าชะล่าใจ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่มีน้ำมันเชื้อเพลิงหลายประเภท หลายรุ่น ชื่อก็คล้ายๆกัน จนอาจเผลอเติมน้ำมันผิดโดยไม่รู้ตัว แล้วไหนจะความผิดพลาดที่อาจมาจากพนักงานปั๊มที่เผลอเติมน้ำมันให้ผิดอีก วันนี้บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด จึงอยากมาบอกต่อ ถึงวิธีแก้ปัญหา กู้รถจากการเติมน้ำมันผิดไม่ให้รถเสียรถพัง มาอ่านกันเลยครับจ้า
     
        เติมน้ำมันผิดแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับรถ?
     
     - หัวเทียน ไส้กรอง และระบบเครื่องยนต์รถอาจเสียหายได้ 
     - รถอาจวิ่งไปได้ซักระยะแต่จะเริ่มมีอาการสะดุดและเครื่องดับไปในที่สุด แม้จะพยายามสตาร์ทอย่างไรก็ไม่ติด 
       
        เติมน้ำมันผิด ต้องแก้ปัญหาอย่างไร
     
    ก่อนอื่นต้องดูก่อนเลยว่า เรารู้ตัวว่าเติมน้ำมันผิดเมื่อไหร่ ขณะที่ยังไม่สตาร์ทรถหรือขณะที่สตาร์ทเครื่องแล้ว ออกรถมาซักระยะหนึ่งแล้วและเครื่องเกิดดับกลางทาง เมื่อรู้แล้วให้ผู้ขับขี่ใจเย็นๆและทำตามนี้เลยค่ะ
     
        กรณีเติมน้ำมันผิดแต่ยังไม่ได้สตาร์ทเครื่อง
     
     1. ห้ามสตาร์ทเครื่องยนต์เด็ดขาด
        เพราะเมื่อสตาร์ทรถหรือเริ่มขับรถออกไป รถจะทำการส่งน้ำมันเชื้อเพลิงที่เติมมาผิดเข้าสู่ลูกสูบ ทำให้เครื่องยนต์ได้รับความเสียหายเพิ่มไปอีกครับ จึงไม่ควรสตาร์ทรถ 
       
     2. ถ่ายน้ำมันที่อยู่ในถังออกให้หมด 
        ในการที่จะเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง ต้องอาศัยความช่วยเหลือของช่างที่มีประสบการณ์ เพราะต้องใช้แม่แรงยกรถขึ้น จากนั้นทำการคลายน็อตบริเวณถังน้ำมันออกก่อนจะใช้ที่รองน้ำมัน รองน้ำมันเครื่องที่จะค่อยๆไหลออกมาจนหมด จากนั้นจึงขันน็อตถังน้ำมันกลับเข้าดังเดิม ก็ถือเป็นอันเสร็จสิ้น
     
    หลังจากถ่ายน้ำมันเสร็จ ต้องตรวจดูด้วยว่าน็อตถังน้ำมันถูกขันกลับไปแน่นสนิทดี ไม่มีน้ำมันรั่วซึม
        
    3. เติมน้ำมันที่ถูกต้องเข้าไปใหม่
        คราวนี้ให้ตรวจดูดีๆเลยนะคะ ว่าเครื่องยนต์รถของคุณรองรับน้ำมันชนิดไหนได้อย่างแน่นอนแล้วค่อยเติม เดี๋ยวจะต้องกลับไปถ่ายน้ำมันใหม่อีกรอบค่ะ
        
    4. สตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้และสังเกตดูว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่
        เพราะน้ำมันที่คุณเติมอยู่อาจยังเคลือบในถังน้ำมัน การสตาร์ทเครื่องค้างไว้จึงควรทำเพื่อให้น้ำมันใหม่ไล่น้ำมันเก่าออกไปให้หมดค่ะ
        
    5. ทดสอบการขับ
        อย่างเพิ่งใจร้อนรีบวิ่งออกถนนใหญ่นะครับ ลองขับรถช้าๆก่อน พร้อมกับเปิดฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ต้องใช้ขณะขับหากไม่มีสิ่งผิดปกติใดเกิดขึ้น แปลว่าการแก้ปัญหาเติมน้ำมันผิดเสร็จสิ้น ไม่มีปัญหาแล้ว
     
        กรณีเติมน้ำมันผิด แล้วรถดับกลางทางขณะใช้งาน
     
        วิธีแก้ปัญหาใกล้เคียงกันค่ะ แต่หลังจากถ่ายน้ำมันที่เติมผิดออกหมดแล้วให้ตรวจเช็คหัวเทียนและไส้กรองด้วย เครื่องยนต์เบนซินให้ถอดหัวเทียนออกมาทำความสะอาด ส่วนรถดีเซลให้เปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิงใหม่ เพราะน้ำมันอาจทำให้เครื่องยนต์ 2 ส่วนนี้มีปัญหา
     
        เท่านี้ก็เรียบร้อย กับการแก้ปัญหาเติมน้ำมันผิด ซึ่งทางที่ดีขอแนะนำให้เราศึกษารถให้ดีก่อนนำออกมาขับนะคะ รู้จักว่าเครื่องยนต์แบบนี้ควรใช้น้ำมันเครื่องแบบไหน หรือติดสติ๊กเกอร์น้ำมันที่สามารถเติมได้ไว้ข้างๆรถ พนักงานปั๊มจะได้เห็นทุกครั้งที่เติมน้ำมัน ช่วยลดโอกาสการเติมน้ำมันผิดไปได้อีกเยอะเลยจ้า
     
    ขอขอบคุณข้อมูลจาก
    - auto.sanook.com
    - www.dailynews.co.th
    - today.line.me
    - car.boxzaracing.com
     

  • alt

    เทคโนโลยี Idling Stop ช่วยประหยัดน้ำมันขึ้นจริงหรือ?

    เทคโนโลยี Idling Stop ช่วยประหยัดน้ำมันขึ้นจริงหรือ? รถยนต์รุ่นใหม่ในปัจจุบันติดตั้งเทคโนโลยีประหยัดน้ำมันกันมากขึ้น ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือระบบ Idling Stop ที่ช่วยดับเครื่องยนต์อัตโนมัติขณะจอดติดไฟแดง ซึ่งหลายคนก็มีคำถามตามมาว่าการให้เครื่องยนต์สตาร์ทบ่อยๆ จะประหยัดน้ำมันจริงหรือ? และจะมีผลกระทบต่อเครื่องยนต์หรือไม่? เทคโนโลยี Idling Stop จริงๆแล้วมีหลายชื่อเรียก ตามแต่ละผู้ผลิตรถยนต์จะรังสรรค์คำขึ้นมา เช่น Auto Start Stop (BMW), ECO Start/Stop (Mercedes-Benz), i-stop (Mazda) เป็นต้น ซึ่งมีการทำงานคล้ายๆกัน โดยจะดับเครื่องยนต์ลงอัตโนมัติเมื่อรถถึงจุดหยุดนิ่งระหว่างรอสัญญาณไฟแดง ขณะที่อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ รวมถึงพัดลมแอร์ยังคงทำงานอยู่ (แต่ความเย็นจะลดลงช้าๆ เนื่องจากคอมเพรสเซอร์แอร์ไม่ทำงาน) และจะติดเครื่องให้อัตโนมัติเมื่อปล่อยเท้าออกจากเบรก หรือขยับพวงมาลัย เป็นต้น สรุปแล้วเทคโนโลยีดังกล่าวช่วยประหยัดน้ำมันขึ้นจริงหรือไม่? คำตอบคือ จริงค่ะ โดยศูนย์วิจัยและพัฒนารถยนต์ในประเทศจีนระบุว่าเทคโนโลยี Start-stop ช่วยประหยัดน้ำมันขึ้นราว 7-27 เปอร์เซ็นต์ ตามสภาพการใช้งาน ขณะที่ Bosch ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ชื่อดังแห่งเยอรมนี ระบุว่าเทคโนโลยีนี้ช่วยประหยัดน้ำมันได้ราว 8-15 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว และที่สำคัญคือยังช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ลงได้ราว 15 กรัม ต่อ 100 กิโลเมตรอีกด้วย เนื่องจากระบบ Start-stop จะช่วยตัดการจ่ายน้ำมันทันทีขณะรถหยุดนิ่ง ซึ่งแน่นอนว่าช่วยเซฟน้ำมันกว่าการติดเครื่องยนต์ทิ้งเอาไว้ ขณะที่การดับและสตาร์ทเครื่องยนต์ของระบบ Start-stop จะเกิดขึ้นขณะที่เครื่องยนต์ยังร้อนอยู่ ทำให้การจ่ายน้ำมันอยู่ในระดับปกติเมื่อเครื่องยนต์ติด ต่างจากการสตาร์ทขณะเครื่องเย็น ที่จะมีการจ่ายน้ำมันมากกว่าปกติเพื่อวอร์มเครื่อง แล้วการสตาร์ทเครื่องยนต์บ่อยๆ จะทำให้เครื่องยนต์เสียเร็วขึ้นหรือไม่? เครื่องยนต์ปกติที่ไม่มีระบบดังกล่าว วันหนึ่งก็อาจถูกสตาร์ทเพียง 3-4 ครั้งเท่านั้น แต่รถที่มีระบบ Start-stop อาจมีการสตาร์ทเครื่องยนต์มากกว่า 20 ครั้งต่อวัน ซึ่งทำให้ใครหลายคนเกิดความกังวลว่าจะมีผลเสียต่อเครื่องยนต์หรือไม่ โดยปกติแล้วการสตาร์ทรถขณะเครื่องเย็น จะก่อให้เกิดการสึกหรอของเครื่องยนต์มากที่สุด เนื่องจากน้ำมันเครื่องยังไม่ถูกดูดขึ้นมาหล่อเลี้ยงห้องเครื่องโดยทั่วถึง แต่ระบบ Start-stop จะทำงานเฉพาะขณะที่เครื่องยนต์ร้อนอยู่เท่านั้น โดยระหว่างนั้นน้ำมันเครื่องบางส่วนยังคงหล่อลื่นชิ้นส่วนในเครื่องยนต์อยู่ ไม่ไหลรวมลงไปในอ่างน้ำมันเหมือนตอนดับเครื่องยนต์ทิ้งไว้นานๆ ดังนั้น จึงตัดความกังวลเรื่องการสึกหรอของเครื่องยนต์ไปได้ ดังนั้น ถ้าหากรถใครมีระบบดังกล่าว ก็อย่าลืมใช้เพื่อความคุ้มค่านะคะ ขอขอบคุณข้อมูลจาก - auto.sanook.com

  • alt

    จำเป็นแค่ไหน? ที่ต้องเปิดฝากระโปรงรถเพื่อระบายความร้อน

    จำเป็นแค่ไหน..ที่ต้องเปิดฝากระโปรงรถเพื่อระบายความร้อน
     
    หลายครั้งที่เราเดินทางไปไหนต่อไหน ก็จะสังเกตได้ว่าตามจุดแวะพักรถหรือตามสถานีบริการน้ำมัน รวมถึงในเขตบ้านเรือนที่อยู่อาศัย มักมีรถจอดเปิดฝากระโปรงรถด้านหน้าทิ้งไว้ให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเหตุผลหลักๆ ที่ผู้ใช้รถเปิดฝากระโปรงรถนี้ เพราะมีความเชื่อว่าวิธีการดังกล่าวจะช่วยระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์ได้เป็นอย่างดี แน่นอนค่ะสำหรับวิธีการที่ว่านี้ อาจส่งผลดีต่อการช่วยระบายความร้อนที่สะสมอยู่ภายในห้องเครื่อง แต่ก็เป็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้น และไม่ได้หมายความว่าจะช่วยระบายความร้อนให้กับเครื่องยนต์ หรือช่วยถนอมชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ให้มีอายุยาวนานกว่าปกติ เพราะเครื่องยนต์นั้น มีระบบระบายความร้อนโดยตรงอยู่แล้ว ทั้งหม้อน้ำและพัดลมระบายความร้อนซึ่งมีหน้าที่ช่วยรักษาอุณหภูมิให้เหมาะสม อีกทั้งทุกครั้งเมื่อดับเครื่องยนต์แล้วสตาร์ทใหม่อุณหภูมิความร้อนของเครื่องยนต์ก็กลับมาสูงเท่าเดิมอยู่ดี และเป็นวัฎจักรแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาตลอด
     
    ส่วนอีกหนึ่งเหตุผลว่าเมื่อดับเครื่องยนต์แล้วควรเปิดฝากระโปรงไว้ เพราะช่วยถนอมสีบริเวณฝากระโปรง ข้อนี้ถือว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งในความเป็นจริงความร้อนที่เกิดจากการทำงานของเครื่องยนต์ ไม่สามารถทำลายสีรถหรือทำให้สีรถปูดหรือพุพองขึ้นมาได้แน่นอน เพราะในช่วงที่รถกำลังเคลื่อนที่เครื่องยนต์กำลังทำงาน ความร้อนที่เกิดนั้นมีมากกว่ารถจอดนิ่งหลายเท่า และถ้ามันทำลายสีได้จริงๆ ก็คงมีผู้ใช้ฟ้องร้องในคุณภาพจนบริษัทรถเจ๊งเป็นแน่ อีกทั้งด้านในใต้ฝากระโปรงก็ยังมีฉนวนกันความร้อนซ้อนอยู่อีกที ฉะนั้นจะเปิดไว้หรือปิดก็แทบไม่มีผลต่อการทำงานของเครื่องยนต์หรือช่วยถนอมสีรถแม้แต่น้อยในทางกลับกันหากเปิดทิ้งไว้ในที่สาธารณะ แล้วเผลอเดินไปทำธุระที่ไกลจากรถ อาจโดนพวกมือบอนกลั่นแกล้งวางยาดึงโน่นถอดนี่ หรือว่าจอดที่บ้านแล้วเปิดทิ้งไว้ข้ามคืน อาจมีสัตว์จำพวกหนูเข้ามากัดทำลายสายไฟหรือชิ้นส่วนต่างๆ ได้ ดีที่สุดปิดไว้เหมือนเดิมปลอดภัยสบายใจกว่า
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ

  • alt

    ข้อแตกต่าง ที่ควรทำความเข้าใจก่อนเลือกซื้อ ดีเซล VS เบนซิน

    รถออกใหม่หลายรุ่น บางครั้งก็เปิดตัวมาทั้งที่เป็นเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล คนจะซื้อหนักใจว่าแบบไหนดีกว่ากัน วันนี้บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด มาวัดกันแบบข้อต่อข้อไปเลย
     
    - ความเร็วและอัตราเร่ง 
    เครื่องยนต์เบนซินตัวจะเล็กและเบากว่าเครื่องยนต์ดีเซล ให้จำนวนรอบมากกว่าในเวลาเท่ากัน จึงทำให้มีความแรงและอัตราเร่งที่ดีกว่าเครื่องยนต์ดีเซลเล็กน้อย แต่เครื่องยนต์ดีเซลจะมีแรงบิดเครื่องยนต์ที่ดีกว่า ถ้าเทียบกันในตอนเร่งแซง จังหวะช่วงต้นของเครื่องยนต์ดีเซลจะมาเร็วกว่า
     
    - ความทนทานและการบำรุงรักษา 
    เครื่องยนต์ดีเซลถูกออกแบบให้มีความทนทานเป็นพิเศษ เพราะต้องรองรับแรงบิดและกำลังในการอัดอากาศสูงเพื่อให้เกิดการจุดระเบิดและการเผาไหม้ ต่างกับเครื่องยนต์เบนซินที่ใช้หัวเทียนช่วยในการจุดระเบิด และเน้นไปที่การเพิ่มสมรรถนะในการขับบี่มากกว่า ทำให้อาจมีความทนทานน้อยกว่าเครื่องยนต์ดีเซล
     
    นอกจากนั้น เครื่องยนต์ดีเซลอาจใส่อุปกรณ์บางอย่างเพื่อให้มีสมรรถนะดีขึ้นเทียบเท่าเครื่องยนต์เบนซิน จึงมีความซับซ้อนและมีความจุกจิกในการบำรุงรักษามากกว่าเครื่องยนต์เบนซิน
     
    - ราคาและความประหยัด 
    ถ้าเป็นตัวรถ เครื่องยนต์ดีเซลมักจะมีราคาสูงกว่า แต่ราคาของเชื้อเพลิงจะถูกกว่า เราควรเลือกจากพฤติกรรมการใช้งาน สำหรับคนเมืองที่ใช้รถไม่บ่อยหรือระยะทางวิ่งต่อวันน้อย รถเครื่องยนต์เบนซินจะช่วยให้ประหยัดและคุ้มค่ากว่า แต่ถ้าต้องวิ่งทางไกลบ่อยๆ อาจต้องลองคำนวณอัตราความสิ้นเปลืองของเชื้อเพลิงก่อนว่าคุ้มค่าหรือไม่ นอกจากนั้นยังต้องคิดเรื่องค่าบำรุงรักษาอะไหล่ต่างๆ แม้เครื่องยนต์ดีเซลจะทนทานกว่าแต่ราคาอะไหล่บางชิ้นก็แอบสูงกว่าเช่นกัน
     
    สรุปแล้วแบบไหนดี? 
    ถ้าเป็นเมื่อก่อน เครื่องยนต์ดีเซลอาจสู้เครื่องยนต์เบนซินไม่ได้ในเรื่องสมรรถนะ แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาให้ได้สมรรถนะใกล้เคียงเครื่องยนต์เบนซิน เครื่องยนต์ดีเซลถูกปรับแต่งให้เสียงเบาลง เครื่องยนต์เดินเรียบขึ้น ส่วนเครื่องยนต์เบนซินก็ถูกพัฒนาให้มีความแรงขึ้นแต่น้ำหนักเบาลง เรียกว่าพยายามแข่งกันอุดจุดอ่อนของตัวเองกันมาตลอด
     
    แต่ก็ยังมีเรื่องหนึ่งที่เครื่องยนต์ดีเซลเสียเปรียบกว่าก็คือ มีตัวเลขการปล่อยมลพิษที่สูงกว่า โดยสามารถปรับปรุงจุดอ่อนในเรื่องนี้ด้วยการเลือกใช้รถเครื่องยนต์ดีเซลที่ผ่านมาตรฐานไอเสีย EURO 6 ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ที่กรมมลพิษวางแผนจะใช้ในอนาคต พร้อมทั้งเลือกใช้ น้ำมันเครื่อง ที่มีคุณภาพ เพื่อให้เครื่องยนต์สะอาดไร้คราบเขม่า ช่วยลดควันดำและไอเสียที่เป็นมลพิษ รวมถึง PM2.5 ซึ่งเป็นสาเหตุของสถานการณ์ฝุ่นควันในตอนนี้ได้
     
    จะเห็นว่าเครื่องยนต์ทั้ง 2 ประเภทต่างมีข้อเปรียบเทียบที่เรียกว่ากินกันไม่ลง  ถ้าเลือกโดยอ้างอิงจากปัจจัยที่สำคัญกับคุณมากที่สุด ก็น่าจะได้รถที่เหมาะกับคุณที่สุดเช่นกันจ้า
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ
     
    ขอขอบคุณข้อมูลจาก
    valvolinethailand

  • alt

    5 ข้อควรระวัง ขับรถปลอดภัยในหน้าฝน

    เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว หลายจังหวัดคงจะมีฝนตกหนักกันบ้างแล้ว แต่เราทุกคนก็ยังต้องเดินทางใช้รถใช้ถนนตามปกติ วันนี้ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ขอมาแนะนำวิธีการขับรถหน้าฝนให้ปลอดภัย ทำตามได้ไม่ยาก ลองดูกันเลย 
     
    1. เช็คระบบไฟ , ที่ปัดน้ำฝน , ยางรถ และเบรคให้พร้อม
     
      ในหน้าฝนจะต้องเตรียมสภาพรถให้พร้อมรับอากาศชื้นแฉะมากกว่าปกติ เช่น ระบบไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณต่างๆ สภาพของยางปัดน้ำฝน ระดับน้ำฉีดกระจก ระบบเบรค ความพร้อมของยาง และดอกยาง เช็คแรงดันลมยาง 
     
    2. อย่าเหยียบเบรคกระทันหันหรือเบรคบ่อยเกินความจำเป็น
     
      เราควรเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่เป็นพิเศษเพราะถนนจะลื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ฝนตกใหม่ๆ นอกจากนี้ยังควรระวังในการเหยียบเบรค  อย่าเหยียบโดยไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการเหยีบเบรคกระทันหันเพราะสภาพการยึดเกาะของยางกับถนนน้อยลงนั่นเอง 
     
    3. อย่าขับรถเร็วเกินไป
     
      เลือกใช้ความเร็วรถให้เหมาะกับสภาพถนนและการมองเห็นเสมอ   อย่าขับรถเร็วเกินไปเพราะจะทำให้ควบคุมยาก นอกจากนี้ควรขับโดยทิ้งระยะห่างขณะขับตามรถคันหน้าให้มากกว่าปกติเป็น 2 เท่าเพื่อลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุด้วยนะคะ
     
    4. ถ้าต้องลุยน้ำต้องปิดแอร์ ใช้เกียร์ต่ำ 
     
      ขับรถในหน้าฝนต้องเพิ่มความสังเกตให้มากขึ้น เมื่อพบจุดที่มีน้ำขังบนถนน ต้องค่อยๆลดความเร็ว และหากต้องขับผ่านบริเวณที่น้ำขังเป็นเวลานานควรสังเกตระดับความลึกของน้ำจากรถคันหน้าหรือขอบฟุตบาทข้างทางเพื่อประเมินสถานการณ์ เพราะถ้าน้ำท่วมสูงเกินไป แล้วฝืนลุยนานๆ รถอาจดับได้
     
    ถ้าจำเป็นต้องขับลุยน้ำท่วมขังควรปิดระบบแอร์และ ใช้เกียร์ต่ำ (เกียร์ L หรือ เกียร์ 1) เพื่อไม่ให้รอบเครื่องยนต์ต่ำเกินไปน้ำอาจจะย้อนเข้าท่อไอเสียได้ และเมื่อพ้นจุดที่น้ำท่วมขังมาแล้ว อย่าลืมย้ำเบรคบ่อยๆ เพื่อรีดน้ำให้ผ้าเบรคแห้ง ป้องกันอาการเบรคลื่นด้วยนะคะ
     
    5. ฝนตกหนักจอดพักก่อน
     
      ข้อนี้ต้องขอร้องจริงๆ หากขับรถแล้วเจอฝนตกหนักมากๆจนไม่สามารถมองเห็นทางข้างหน้าได้ชัดเจนในระยะ 10 เมตร ควรหาที่จอดที่ปลอดภัยรอจนฝนเบาลงแล้วค่อยเดินทางต่อนะคะ เสียเวลาก็ต้องยอม หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาไม่คุ้มค่าแน่นอน
     
        ทั้งหมดนี้คือ 5 ข้อควรระวังที่พี่หมีอยากให้ทุกคนจำใส่ใจไว้เสมอเมื่อต้องขับรถในหน้าฝน
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%
     
    ขอบคุณข้อมูลจาก
     
    www.maxi-cosi.com
    www.parents.com
    www.babycenter.com

  • alt

    การดูแลรักษายางรถยนต์

    การดูแลรักษายางรถยนต์
     
    ด้วยการหมั่นดูแลรักษายางรถยนต์ของคุณเป็นประจำ ยางของคุณจะใช้ต่อไปได้จนถึงวันที่ควรเปลี่ยนยางเส้นใหม่
    ดังนั้นจึงเป็นการยากที่จะพิจารณาได้ว่าจุดใดเป็นจุดที่สมรรถนะของยางเสื่อมที่จะทำให้คุณเกิดความกังวลใจ
    ถ้าหากรถของคุณไม่เลี้ยวหรือวิ่งบนถนนที่เปียกไม่ดีดังเช่นที่เคยเป็นเหมือนเมื่อก่อน หรือกว่าจะเบรกต้องใช้เวลานาน
    หรือมีการสั่นสะเทือนมาก อาจจะต้องแก้ไขโดยการสับยาง ถ่วงล้อ หรือตั้งศูนย์หรืออาจถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนยางใหม่ก็ได้
     
    วันนี้บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด มีคำแนะนำดีๆสำหรับการบำรุงรักษายางที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองและเมื่อใดควรจะถึงเวลาที่จะต้องส่งยางรถยนต์ หรือไปที่ศูนย์บริการเพื่อบำรุงรักษา
     
    - การรักษาระดับความดันลมยางอย่างถูกต้อง
    ทำให้เป็นนิสัยประจำในการตรวจสอบความดันลมยาง (ทุกๆ 2-4 สัปดาห์)
    เนื่องจากยางที่สูบลมโดยมีความดันลมยางที่ถูกต้องจะช่วยให้ขับขี่ได้อย่างปลอดภัย
    และทำให้อายุการใช้งานยางรถยนต์ยาวนานกว่าปกติ
     
    - หมั่นตรวจสอบความดันลมยางเป็นประจำ
    แม้ว่าโดยเงื่อนไขแห่งหลักการ ยางรถยนต์จะเสียความดันในอัตราประมาณ 0.69 บาร์ (Bar) หรือ 1 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว (psi)ต่อเดือน 
    แต่อัตราดังกล่าวนั้นจะเพิ่มขึ้นเมื่ออุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นหมั่นตรวจสอบความดันลมยางรถยนต์ของคุณอย่างน้อยที่สุดเดือนละครั้ง
    และดูดอกยางโดยละเอียดถี่ถ้วน เวลาที่เราตรวจสอบยาง จะเห็นคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องความดันลมยางในคู่มือรถยนต์หรือที่แก้มของยาง
     
    - ควรทำอย่างไรในการตรวจสอบความดันลมยางรถยนต์
    ซื้อเกจวัดความดันยางหรือใช้เกจวัดความดันยางที่จุดบริการใกล้บ้าน ควรเช็คในช่วงเช้าขณะที่ยางรถยนต์เย็นอยู่
    เพราะขณะขับขี่รถยนต์ยางจะร้อนซึ่งจะทำให้การตรวจสอบลมยางไม่เที่ยงตรง
    ถ้าความดันลมยางต่ำเกินไป นั่นหมายความว่าถึงเวลาที่จะต้องเข้าศูนย์บริการเพื่อทำการตรวจสอบ ซึ่งยางรถยนต์ของคุณอาจมีลมซึมออกช้าๆ
    โดยมีสาเหตุเนื่องมาจากขนาดของขอบยางไม่ถูกต้องหรือลิ้นท่อยางผิดขนาด
     
    - การสลับยางรถยนต์
    การสลับยางจะทำให้ยางรถยนต์ของท่านทั้งชุดสึกหรอเท่ากัน  โดยการสลับยางทุกๆ 10,000 ถึง 12,000 กม. หรือทุกหกเดือน
    ถึงแม้ว่าการสลับยางจะช่วยยืดอายุยางของท่านและเกิดการบังคับและแรงฉุดที่สมดุลได้
    แต่การสลับยางยังสามารถช่วยท่านได้ในการบังคับโดยง่ายดายและสะดวกสบายขึ้นน่าจะเป็นความคิดที่ดีถ้าจะมีการสลับยางทุกๆครั้งของการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องครั้งที่สอง
     
     
     
    ทำไมจึงควรสลับยาง??
    โดยปกติ ยางล้อหน้ารถยนต์จะสึกเร็วกว่ายางล้อหลัง ถ้าหากสลับตำแหน่งยางบ่อยๆ จะช่วยให้ยางสึกเท่ากันและดอกยางจะมีอายุการใช้งานนานที่สุด
    สิ่งที่ควรจดจำที่คุ้มค่ามากคือการสลับยางไม่สามารถแก้ปัญหาการสึกหรอของยางได้ถ้าหากความดันลมยางไม่ถูกต้อง
     
    - หมั่นตรวจสอบดอกยางรถยนต์ของท่าน
    สภาพดอกยางรถยนต์เป็นสิ่งบ่งชี้ประการหนึ่งของความสมบูรณ์ของสภาพรถยนต์
    การตรวจสอบยางทั้งสี่ล้อเป็นประจำจะช่วยให้สามารถวินิจฉัยปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้ซึ่งอาจจะต้องใช้บริการมืออาชีพช่วย 
    ควรตรวจสอบยางอย่างน้อยเดือนละครั้ง และก่อนหรือหลังการเดินทางไกล
     
    - การเปลี่ยนยาง
    การตรวจและบำรุงรักษายางเป็นประจำจะช่วยยืดอายุยางได้ แต่ยางทั้งหมดก็ต้องสึกหรอไปตามกาลเวลา
    อายุของยางจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับลักษณะนิสัยการขับขี่รถของแต่ละคน
     
    - ดอกยางสึก
    ถึงแม้ว่าจะบำรุงรักษายางรถยนต์อย่างดีที่สุด เมื่อถึงกาลเวลาดอกยางก็จะสึก ยางส่วนใหญ่จะมีแท่งบอกการสึกของดอกยาง
    แท่งเหล่านี้ซึ่งเป็นยางแข็งจะปรากฏให้เห็นบนยางเมื่อความลึกของดอกยางอันตรธานไปเกินกว่าขีดจำกัดที่จะขับขี่รถได้อย่างปลอดภัย ซึ่งโดยทั่วจะอยู่ที่ 1.6 มม.
    ควรตรวจสอบดอกยางที่สึกไม่เท่ากันด้วยที่อาจสามารถบ่งชี้ปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับยางและรถยนต์ของคุณได้
     
    - รอยแตกที่มองเห็นได้
    ถ้าหากสังเกตเห็นว่ามีรอยแตกเล็กๆในแก้มของยางที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “รอยเส้นแตกร่างแห (Crazing)”
    นั่นหมายความว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องเปลี่ยนยาง
    แก้มของยางจะไม่หนามากและรอยแตกบนแก้มยางจะเป็นสาเหตุให้ไม่สามารถใช้ยางต่อไปอีกได้
    จึงควรตรวจสอบดอกยาง ไหล่ยาง แก้มยางด้วยว่ามีฟองอากาศ ตุ่มพอง รอยตัด หรือรอยแตก สิ่งเหล่านี้เป็นสัญญาณบอกว่าจะต้องเปลี่ยนยางใหม่แม้ว่ายางจะยังคงไม่สึกจากการใช้งานก็ตาม
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่นี่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี

  • alt

    สัญญาณเตือน เมื่อผ้าเบรคหมดอายุ

     ระบบเบรกเป็นสิ่งที่คนใช้รถไม่ควรมองข้ามเป็นอย่างยิ่งเพราะหมายถึงความปลอดภัยของตัวคุณและเพื่อนร่วมทาง อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุฉุกเฉินที่ต้องเหยียบเบรกกะทันหัน 
    และวันนี้ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ได้นำเอาความรู้เกี่ยวกับผ้าเบรกมาฝากทุกท่าน เป็นอย่างไรบ้างมาดูกันเลยจ้า
     
              ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับผ้าดิสก์เบรก 
     
              ชนิดของผ้าดิสก์เบรกที่มีจำหน่ายกันอยู่ในท้องตลาดขณะนี้สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ดังนี้
     
              1. กลุ่มผ้าดิสก์เบรกราคาถูก ที่มีส่วนผสมของสาร Asbestos หรือที่เรียกกันว่า "ผ้าใบ" จะมีแร่ใยหินเป็นส่วนประกอบ คุณสมบัติในการเบรกจะใช้ได้ดี ในความเร็วต่ำ ๆ หรือระยะต้น ๆ แต่เมื่อความเร็วสูงขึ้น ประสิทธิภาพในการเบรกจะลดลงอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญ อายุการใช้งานจะสั้น ผ้าดิสก์เบรกหมดเร็ว นอกจากนั้นแร่ใยหินมีผลต่อสุขภาพ ในปัจจุบันจึงมีการใช้น้อยลง
     
              2. กลุ่มที่ไม่มีส่วนผสมของสาร Asbestor หรือกลุ่ม Non-organic แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
     
              2.1 ชนิดที่มีส่วนผสมส่วนใหญ่เป็นโลหะ (Semi-metallic) จะเป็นผ้าดิสก์เบรกของผู้ผลิตจากยุโรปหรืออเมริกา เช่น Bendix, Mintex
     
              2.2 ชนิดที่มีส่วนผสมของสารอนินทรีย์อื่น ๆ จะเป็นผ้าดิสก์เบรกของผู้ผลิตจากญี่ปุ่นเช่น Akebono โดยในกลุ่มนี้จะมีราคาที่สูงกว่าผ้าเบรกที่ผสมสาร Asbestos แต่ในเรื่องคุณภาพสัมประสิทธิ์ของความฝืด ความทนทานต่อการสึกหรอ นั้นมีสูงกว่า
     
    ผ้าเบรกรถยนต์
     
               อาการของผ้าเบรกหมดจะสังเกตได้ดังนี้
     
              1. มีอาการเบรกต่ำ คือ เมื่อเหยียบเบรกแล้วรู้สึกว่าต่ำกว่าปกติ หรือถ้าเป็นเบรกหลัง (ในบางรุ่น) จะรู้สึกว่าต้องดึงเบรกมือสูงกว่าปกติ นั่นแสดงว่าผ้าเบรกสึกหรอมากแล้ว 
     
              2. มีไฟเตือนโชว์ (ไฟเบรกมือ) ที่ตัวเรือนไมล์ ติดค้างเป็นสีแดง เกิดจากการสึกหรอของผ้าเบรก ที่จับอยู่กับจานเบรก โดยสึกหรอจนบางลงทำให้น้ำมันเบรกในกระปุกต่ำกว่าขีด MIN หน้าคอลแทคของสวิตช์ไฟในกระปุกน้ำมันไม่ต่อกันไฟจึงโชว์ค้าง
     
              3. มีเสียงดังเหมือนเหล็กสีกัน ขณะเหยียบเบรก นั่นคือผ้าเบรกได้บางจนถึงตัวเตือนแล้ว (ผ้าเบรกฝั่งที่อยู่ติดกับลูกสูบเบรกจะมีแผ่นเหล็กทำหน้าที่เป็นตัวเตือน) ซึ่งถ้าผ้าเบรกบางน้อยกว่า 1.6 มิลลิเมตร แผ่นเหล็กตัวเตือนนี้จึงจะสีกับจานเบรก ทำให้ต้องรีบเปลี่ยนผ้าเบรกทันที
     
              จากที่กูรูหลาย ๆ ท่านแนะนำการตรวจเช็กผ้าเบรกคือทุก ๆ 3 เดือนหรือระยะทาง 5,000 กม. ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตรวจแปรหลาย ๆ อย่าง สำหรับระบบดิสก์เบรกนั้นผ้าเบรกจะหมดเร็วกว่าระบบดรัมเบรกประมาณ 2 เท่าหรือว่ากันง่าย ๆ คือเปลี่ยนผ้าดิสก์เบรก 2 ครั้ง จึงเปลี่ยนผ้าดรัมเบรก 1 ครั้ง ในบางรายอาจต้องเจียรจานเบรกเพิ่มขึ้นอีกด้วยหากช่างตรวจพบว่าตัวจานเบรก สึกเป็นร่อง เพื่อป้องกันอาการเสียงดังขณะเบรกตามมา
     
              สิ่งที่ควรปฏิบัติหลังจากเปลี่ยนผ้าเบรกแล้ว ไม่ควรขับรถยนต์ด้วยความเร็วสูง หรือขับตามคันหน้าอย่างกระชั้นชิด เพราะการเบรกไม่ดีเท่าที่ควร หรืออาจไม่ค่อยอยู่เนื่องจากผ้าเบรกต้องมีการปรับหน้าสัมผัสให้เข้ากับจาน เบรกสักระยะหนึ่งก่อน ควรใช้เบรกปกติ ไม่เบรกอย่างรุนแรง เพื่อให้เนื้อผ้าเบรกได้ปรับตัวได้อย่างช้า ๆ ผ้าเบรกจึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุดตลอดอายุการใช้งาน และลดปัญหาเรื่องเสียงดังอีกด้วย ทั้งหมดนี้อาจจะดูยุ่งยากเสียหน่อยแต่คุ้มค่ากับความปลอดภัยแน่นอนค่ะ
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%
     
    ขอบคุณข้อมูลจาก
    https://car.kapook.com/

  • alt

    เติมลมยางไนโตรเจน แตกต่างจากลมยางธรรมดาอย่างไร?

    เติมลมยางไนโตรเจน ต่างจากลมยางธรรมดาอย่างไร
     
    ป็นคำถามที่ได้ยินหรือได้เห็นบ่อยๆ ทั้งจากโลกโซลเชียล จากลูกค้าที่เข้าไปรับบริการในศูนย์ฯ หรืออู่ซ่อมรถต่างๆ ว่าการเลือกเติมด้วยลมธรรมดาหรือจะเติมด้วยลมไนโตรเจนแบบใดนั้นดีกว่ากัน 
    ซึ่งในความเป็นจริงก็สามารถใช้ได้ทั้ง 2 แบบ แต่ถ้าหากเจาะลึกไปในรายละเอียด เราก็มีคำตอบมาให้ว่าลมแต่ละประเภทที่ถามมานั้น มีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่แตกต่างกันอย่างไร
     
    เริ่มต้นที่ไนโตรเจน มีคุณสมบัติเป็นอโลหะมีสถานะเป็นแก๊สมีอยู่ทั่วไป โดยปกติไม่มีสี กลิ่น หรือรส ซึ่งไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบของบรรยากาศของโลก มีมากถึง 78% ของบรรยากาศโลก 
    และยังเป็นส่วนประกอบของเนื้อเยื่อในสิ่งมีชีวิตต่างๆ สรุปคือไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบของบรรยากาศโลกและอากาศที่เราหายใจอยู่นั่นเอง ประโยชน์ของไนโตรเจนก็อยู่มีมากมาย
    และหนึ่งในนั้นก็คือการนำมาเติมเข้าไปในยางรถยนต์
     
    ข้อดีของการเติมลมยางด้วยลมไนโตรเจน คือไม่ทำให้กระทะล้อเป็นสนิม เนื่องจากไนโตรเจนไม่มีส่วนประกอบของไอน้ำ หรือ H2O ซึ่งจะไปทำปฏิกิริยากับกระทะล้อที่เป็นเหล็ก อันเป็นสาเหตุให้เกิดสนิม 
    อีกทั้งยังทำให้แป้งที่เคลือบยางไม่เป็นก้อน ในขณะเดียวกันหากเติมลมยางแบบธรรมดา ส่วนประกอบของลมที่เติมเข้าไปนั้นประกอบด้วยไฮโดรเจน ออกซิเจนและสารอื่นๆ เมื่อมีการรวมตัวของไฮโดรเจนและออกซิเจน
    จึงเกิดเป็นหยดน้ำเช่นกัน ทำให้แป้งที่เคลือบยางกลายเป็นก้อน หากใช้ไปนานๆ ก้อนแป้งก็จะโตขึ้นและทำให้ความสมดุลของล้อเปลี่ยนไป แม้จะมีการนำไปถ่วงใหม่ก็อาจไม่ดีหรือเที่ยงตรงเช่นเดิม 
    ไนโตรเจนมีส่วนช่วยลดการระเบิดของลมยาง เพราะก๊าซไนโตรเจนเป็นก๊าซเฉื่อย การขยับตัวทำได้ช้า โมเลกุลเสียดสีกันน้อย ทำให้เกิดความร้อนสะสมของลมยางน้อย แรงดันลมมีการเปลี่ยนแปลงน้อย ทำให้มีโอกาสการระเบิดน้อย 
    เพราะการระเบิดของยางส่วนใหญ่ เกิดจากแรงดันลมที่เพิ่มสูงขึ้น และเมื่อมาเจอกับโครงสร้างของผ้าใบของยางเสื่อมคุณภาพ จึงมีความเสี่ยงที่ยางจะเกิดระเบิดได้ แต่ในกรณีนี้บอกเลยเกิดขึ้นได้ยาก
    นอกจากนี้การเติมลมไนโตรเจนไม่ต้องตรวจเช็คแรงดันลมยางบ่อยๆ เพราะอะตอมไนโตรเจนมีขนาดโตกว่าออกซิเจนทำให้การซึมผ่านของไนโตรเจนน้อยกว่า นอกจากนี้ก็มีส่วนช่วยให้ยางมีอายุการใช้งานยาวขึ้น 
    เนื่องจากไนโตรเจนเป็นก๊าซเฉื่อยทำให้อุณหภูมิยางน้อย จากการทดสอบในอเมริกาพบว่าการเติมลมไนโตรเจนช่วยให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้ เนื่องจากอุณหภูมิของล้อที่ลดลงก็จะมีส่วนช่วยลดแรงเสียดทานในการหมุนของยาง 
    จึงช่วยประหยัดน้ำมัน
     
    อย่างไรก็ตามการเติมลมยางไนโตรเจนก็มีข้อด้อยเช่นกัน โดยเฉพาะจุดบริการซึ่งมีจำนวนน้อย แถมเติมก็ยังต้องเสียเงินอีกต่างหาก ต่างกับลมยางธรรมดาที่ปั๊มไหนๆ ก็มี อีกทั้งก็เติมกันได้แบบฟรีๆ ไม่เสียเงิน 
    นอกจากนี้หากเราต้องการจะเปลี่ยนจากลมแบบธรรมดาเป็นไนโตรเจน ต้องปล่อยลมออกให้หมดก่อน เพราะหากไม่ปล่อยออก ไนโตรเจนที่เราเติมเข้าไปก็จะกลายเป็นลมธรรมดา ซึงก็มีหลายครั้งที่ช่างของศูนย์บริการแห่งไม่ได้ใส่ใจ 
    เมื่อลูกค้านำรถเข้าไปเติมก็อัดลมไนโตรเจนเข้าไปทันที โดยที่ไม่ถามสักคำว่าก่อนหน้านี้ลมยางนั้นเป็นแบบใด ในจุดนี้ทางที่ดีเราก็ควรแจ้งช่างให้ทราบก่อนล่วงหน้านะคะ
     
    สรุปได้ว่าการเติมลมแต่ละประเภทก็มีข้อดีข้อด้อยต่างกันไป หากถามว่าอันไหนดีที่สุดคำตอบก็คือไนโตรเจน แต่ไม่ก็ได้แปลว่าต้องรีบเปลี่ยนมาใช้แบบทันทีทันใด เพราะรถที่ใช้งานจริงๆ อยู่บนท้องถนนส่วนใหญ่ล้วนเป็นลมธรรมดา
    ทั้งสิ้น ก็ยังสามารถใช้งานกันได้ปกติ ที่สำคัญบริษัทยางก็ไม่ได้ระบุหรือบังคับว่าต้องเติมไนโตรเจนเท่านั้น และการใช้งานของเราก็ไม่ได้ลงรายละเอียดมากมาย ไม่ได้มีสัมผัสว่าเติมไนโตรเจนไปแล้วรู้สึกรถนิ่มกว่าเดิม 
    หรือว่าเติมไปแล้วประหยัดน้ำมันกว่าเดิมชัวร์ ถ้าคนขับยังขยี้คันเร่งเสมือนรถใช้น้ำเปล่าอยู่ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะท้ายที่สุดก็ผู้ขับเองต้องหมั่นตรวจเช็ครถให้พร้อมใช้อยู่เสมอไม่ว่าจะลมธรรมดาหรือลมไนโตรเจนก็ตาม 
    เพราะสิ่งสำคัญทุกการขับต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินอยู่เสมอ
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%

  • alt

    พ่วงแบตรถยนต์อย่างไรให้ปลอดภัย

    พ่วงแบตเตอรี่รถยนต์ ถูกวิธี ปลอดภัย ลดความเสี่ยง
              
    ปภ.​ ​แนะเลือกใช้และพ่วงแบตเตอรี่รถยนต์ถูก​​วิธี​ ​พ่วงแบตเตอรี่ไม่ติด พ่วงแบตเตอรี่ผิดขั้ว จะไม่เกิดขึ้น ถ้าเรามาเรียนรู้ทักษะการพ่วงแบตเตอรี่รถยนต์ถูก​​วิธี
    แบตเตอรี่รถยนต์เป็นอุปกรณ์จัดเก็บและจ่ายกระแสไฟฟ้าของรถยนต์ ซึ่งบ่อยครั้งที่ผู้ขับขี่มักประสบปัญหาแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ ทำให้เครื่องยนต์ดับและสตาร์ทไม่ติด การพ่วงแบตเตอรี่จึงเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า 
    เพื่อให้ระบบไฟฟ้าทำงานได้ตามปกติในระยะเวลาสั้น​ ​ๆ ก่อนนำรถไปตรวจสอบ ซึ่งการพ่วงแบตเตอรี่รถยนต์อย่างไม่ถูกวิธี​ อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ เพื่อความปลอดภัย วันนี้ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด
     ก็มีข้อแนะนำดี ๆ  เกี่ยวกับการเลือกใช้แบตเตอรี่ และพ่วงแบตเตอรี่รถยนต์อย่างถูกวิธี มาแนะนำกันค่ะ
     
    การเลือกใช้แบตเตอรี่รถยนต์
              ​- ​ใช้แบตเตอรี่รถยนต์ที่ได้มาตรฐาน มีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม​ (มอก.) และผ่านการทดสอบมาตรฐานความปลอดภัย
              ​- ​เลือกแบตเตอรี่ที่มีขนาดเหมาะสมกับการใช้งานของรถแต่ละรุ่น โดยมีขนาดแอมแปร์เท่ากับ​ห​รือมากกว่าที่ติดมากับรถยนต์
              ​- ​มีความจุไฟฟ้าเหมาะสมกับปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าของรถ หากมีการติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม อาทิ เครื่องเสียง ให้ใช้แบตเตอรี่ที่มีขนาดแอมแปร์สูงขึ้น
     
    การพ่วงแบตเตอรี่รถยนต์
              -  ปิดสวิตช์และอุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหมดของรถ
              -  นำรถคันที่มีแบตเตอรี่ปกติมาจอดใกล้ ๆ เพื่อต่อสายพ่วงแบตเตอรี่
              -  นำสายพ่วงแบตเตอรี่ขั้วบวก (สีแดง) ต่อกับแบตเตอรี่ขั้วบวกของรถคันที่แบตเตอรี่หมดก่อน แล้วมาต่อกับรถที่มาช่วย
              -  นำสายพ่วงแบตเตอรี่ขั้วลบ (สีดำ) ต่อกับแบตเตอรี่ขั้วลบของรถคันที่มาช่วย อีกฟากให้หนีบที่โลหะในเครื่องยนต์ เป็นการสร้างระบบกราวนด์ของแบตเตอรี่
              -  สตาร์ทเครื่องยนต์รถคันที่มีแบตเตอรี่ทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที แล้วเร่งเครื่องยนต์เล็กน้อย เพื่อให้แบตเตอรี่มีการไหลเวียนของประจุไฟฟ้า
              -  สตาร์ทเครื่องยนต์รถคันที่แบตเตอรี่หมด พร้อมเร่งเครื่องในอัตรา 1,500–2,000 รอบต่อนาที เพื่อตรวจสอบว่ามีประจุไฟฟ้าเข้าหลังจากการชาร์จไฟแบตเตอรี่หรือไม่
              -  ถอดสายพ่วงรถคันที่แบตเตอรี่หมดและถอดสายพ่วงรถคันที่มีแบตเตอรี่ปกติออก
              -  นำรถเข้าศูนย์บริการ เพื่อตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์และเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่
     
    ข้อควรระวังในการพ่วงแบตเตอรี่รถยนต์
              -  ไม่สตาร์ทเครื่องยนต์และเปิดระบบไฟของรถทั้งสองคัน เพราะจะทำให้เกิดประกายไฟ ส่งผลให้เกิดการระเบิดได้
              -  ไม่ต่อสายพ่วงเข้ากับขั้วลบของแบตเตอรี่ของรถคันที่แบตเตอรี่หมด เพื่อป้องกันแบตเตอรี่ระเบิด
              -  ห้ามสูบบุหรี่ จุดไฟแช็ก หรือก่อให้เกิดประกายไฟ เพราะในขณะต่อสายพ่วงแบตเตอรี่จะมีแก๊สบริเวณดังกล่าว ทำให้เกิดการระเบิดได้
              -  สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันดวงตาและถุงมือทุกครั้งที่สัมผัสแบตเตอรี่ เพราะน้ำกรดในแบตเตอรี่เป็นสารกัดกร่อน  ทำให้ได้รับอันตรายได้
              -  ระมัดระวังไม่ให้แบตเตอรี่เอียงหรือตะแคง เพราะน้ำกรดอาจรั่วไหลออกมาทางรูระบาย ก่อให้เกิดอันตรายได้
              -  ระมัดระวังไม่ให้ปลายสายพ่วงแบตเตอรี่สัมผัสกัน เพราะจะทำให้ไฟฟ้าลัดวงจร
     
    แม้การพ่วงแบตเตอรี่จะสามารถทำเองได้ แต่ต้องเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากแบตเตอรี่มีน้ำกรด​ เป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งมีคุณสมบัติกัดกร่อนพื้นผิว อีกทั้งในขณะที่แบตเตอรี่ทำงาน 
    จะเกิดการสะสมของก๊าซไฮโดรเจน หากมีประกายไฟจะทำให้เกิดการระเบิดได้
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%
     
    ข​อขอบคุณข้อมูลจาก
    กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)

  • alt

    6 สัญญาณไฟกระพริบจากรถคันอื่น

    6 สัญญาณไฟกระพริบจากรถคันอื่น
     
    หากรู้จักสังเกตรถรอบข้างขณะขับขี่ จะเห็นได้ว่ารถบางคันเปิดไฟเลี้ยวซ้ายบ้าง ขวาบ้าง เปิดไฟสูงบ้าง ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ว่าสัญญาณไฟเหล่านี้มีความหมายซ่อนอยู่ด้วย  
    บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัดจะพาไปรู้จัก 6 สัญญาณไฟกระพริบจากรถรอบข้าง มีความหมายว่าอย่างไรบ้าง
     
    1.กระพริบไฟเลี้ยวซ้ายทีขวาที
    สัญญาณไฟกระพริบแบบนี้สามารถพบได้บ่อยที่สุด หากพบเห็นรถคันหน้าเปิดไฟเลี้ยวซ้ายทีขวาทีสลับไปมาอย่างรวดเร็ว หรือเปิดไฟฉุกเฉินขณะวิ่งบนทางตรง แสดงว่าด้านหน้ามีเหตุฉุกเฉินต้องเบรกกะทันหัน 
    ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษและลดความเร็วหากจำเป็น หากเป็นรถยนต์รุ่นใหม่ๆ มักจะมีระบบเปิดไฟฉุกเฉินหรือกระพริบไฟเบรกอัตโนมัติ ซึ่งจะสังเกตได้ว่าไฟเลี้ยวทั้งสองข้างหรือไฟเบรกกระพริบถี่กว่าปกติ 
    อันนี้แสดงว่ารถคันหน้ามีการเบรกกะทันหัน ควรรีบกดเบรกหรือหักหลบทันทีเพื่อป้องกันการชนท้าย
     
    2.เปิดไฟสูงขณะสวนทาง
    สัญญาณไฟสูงขณะวิ่งสวนทางมักพบเห็นได้จากรถบรรทุก หรือรถตู้โดยสารสาธารณะ บ่งบอกว่ามีเหตุฉุกเฉินหรือด่านตรวจอยู่ข้างหน้า หากรู้ตัวว่าขับรถผิดข้อหาใดอยู่ ก็รีบปฏิบัติให้ถูกต้องทันที 
    รวมถึงเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษในกรณีมีเหตุฉุกเฉินอยู่ข้างหน้า
     
    3.เปิดไฟเลี้ยวขวาก่อนเราจะแซง
    โดยส่วนมากสัญญาณประเภทนี้จะพบเห็นได้จากรถบรรทุกขนาดใหญ่ หากเรากำลังจะเร่งแซงบนถนนเลนสวน จู่ๆ รถบรรทุกข้างหน้าเปิดไฟเลี้ยวขวา (บางคันอาจเบี่ยงขวาร่วมด้วย) แสดงว่ามีรถวิ่งสวนมา ให้หลบเข้าเลนเสียก่อน
     
    4.เปิดไฟเลี้ยวซ้ายก่อนเราจะแซง
    สัญญาณไฟนี้จะตรงข้ามกับข้อ 3 หากรถบรรทุกคันหน้าเปิดไฟเลี้ยวซ้าย (บางคันอาจหลบซ้ายให้ด้วย) แสดงว่าสามารถแซงได้อย่างปลอดภัยแล้ว เมื่อแซงได้ปุ๊บ จะลองบีบแตรสั้นๆ ก็แสดงถึงความขอบคุณได้ด้วยนะ
     
    5.กระพริบไฟสูงเพื่อขอกลับรถ
    โดยปกติไฟสูงขอทางจะใช้กับรถที่วิ่งมาทางตรง เปิดกระพริบเตือนรถที่กำลังจะยูเทิร์นว่ากำลังวิ่งด้วยความเร็วสูง ยังไม่ปลอดภัยที่จะยูเทิร์น แต่ปัจจุบันเรามักเห็นรถที่กำลังยูเทิร์นเปิดไฟสูงเสียเอง 
    พร้อมกับพุ่งพรวดออกมาเป็นที่เรียบร้อย แม้ว่าจะไม่ถูกต้องนัก แต่เพื่อความปลอดภัยก็ควรรีบชะลอหากพบเห็นรถยูเทิร์นเปิดไฟสูงใส่ เพราะนั่นมักจะแปลว่า "ฉันออกมาแล้วนะ ชะลอด้วยล่ะ!"
     
    6.เปิดไฟเลี้ยวขวาขณะขับตามหลัง
    หากกำลังขับขี่ด้วยความเร็วสูงแล้วพบว่ารถคันหลังเปิดไฟกระพริบทางขวา แสดงว่ารถด้านหลังต้องการแซง ให้หลบซ้ายด้วยความระมัดระวัง ซึ่งสัญญาณนี้ถือเป็นสัญญาณสากลที่ใช้กันทั่วโลกแทนการเปิดไฟสูง
     
    รู้แบบนี้แล้วก็อย่าลืมใช้สัญญาณไฟให้เป็นประโยชน์ เพื่อให้การขับขี่ปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยนะค่ะ
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%
     

  • alt

    วิธีดูแลคลัทช์ ให้มีอายุการใช้งานนานขึ้น

    วิธีดูแลคลัทช์ ให้มีอายุใช้งานนานขึ้น
     
    หากคุณเป็นคนที่ขับรถคันเดียวมานานกว่า 10 ปี หรือวิ่งมาแล้วมากกว่า 100,000 กิโลเมตร ไม่ว่าจะเป็นรถเกียร์ธรรมดาหรือเกียร์อัตโนมัติ ก็ถึงเวลาที่ต้องมาตรวจสอบคลัทช์กันหน่อยว่าสภาพยังโอเคอยู่หรือควรต้องเปลี่ยนแล้ว
     
    ลองสังเกตว่ารถของคุณมีอาการเหล่านี้หรือไม่
     
    - ลากรอบยาว เครื่องยนต์ทำงานรอบสูงขึ้น แต่ความเร็วกลับลดลงมากกว่าปกติ
    - เข้าเกียร์ถอย แล้วรถไม่ถอยตามปกติ
    - ไม่มีกำลังเมื่อเจอเนิน หรือทางลาดชัน
    - เกียร์กระตุก เกียร์แข็ง ดื้อเท้า เข้าเกียร์ยาก
     
    หากเช็กแล้วมีอาการมาครบหรือเกือบครบ ก็เป็นสัญญาณบ่งบอกได้ว่า “คลัทช์ใกล้หมดและอาจจะต้องเปลี่ยน” แล้วละค่ะ
    หากหมั่นดูแลและใช้งานคลัทช์อย่างถูกวิธี ก็อาจมีอายุการใช้งานที่นานขึ้น
     
    ควรเหยียบคลัทช์ให้สุดก่อนปลี่ยนเกียร์ แต่ไม่ควรเลี้ยงคลัทช์หรือแช่เท้าไว้บนคลัทช์ เพราะน้ำหนักที่กดลงไปบนคลัทช์อาจทำให้คลัทช์สึกหรอและหมดไวกว่าปกติ
    ไม่ควรเปลี่ยนยางที่มีเส้นรอบวงใหญ่กว่าเดิมมากเกินไป เพราะจะทำให้อัตราทดของเกียร์และเฟืองท้ายไม่รองรับ ส่งผลให้ชุดคลัทช์รับภาระหนักขึ้นและสึกหรอเร็วขึ้นได้
    อย่าละเลยการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ให้ตรงตามรอบการใช้งานที่ระบุในคู่มือของรถ เลือกใช้น้ำมันเกียร์คุณภาพเยี่ยมที่ทนความร้อนได้สูง ไม่เสื่อมสภาพง่าย 
    และช่วยลดการสึกหรอของผ้าคลัทช์ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้คลัทช์หมด คลัทช์ลื่นนะคะ
     
    รู้แบบนี้แล้วก็อย่าลืมสังเกตและตรวจเช็ครถของคุณ เพื่อให้การขับขี่ปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยนะคะ
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%
     

  • alt

    เครื่องยนต์ยุคใหม่มีขนาดเล็กลง แต่ประสิทธิภาพสูงขึ้น ควรดูแลอย่างไร?

    เครื่องยนต์ยุคใหม่มีขนาดเล็กลง (ENGINE DOWNSIZING) แต่ประสิทธิภาพสูงขึ้น ควรดูแลอย่างไร?
     
    ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีในปัจจุบัน มีส่วนช่วยให้เกิดการพัฒนา และก้าวข้ามข้อจำกัด โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านยานยนต์ ซึ่งเครื่องยนต์ในยุคปัจจุบันนั้น ต่างก็ได้รับการพัฒนาศักยภาพให้สูงขึ้น 
    ในขณะที่ขนาดเครื่องยนต์มีความจุที่น้อยลง หรือที่เรียกกันว่า “Engine Downsizing” ซึ่งเป็นการนำเอาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้าไปช่วยในเรื่องของการจุดระเบิด และการเผาไหม้ 
    ส่งผลให้มีอัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงที่น้อยลง และลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ แต่กลับได้ประสิทธิภาพในการเผาไหม้ดีขึ้น ส่งผลให้มีสมรรถนะการขับขี่ที่ดีขึ้น
     
    แต่ทว่าเครื่องยนต์ที่ถูกลดขนาดความจุนั้น ชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ก็จะต้องแบกรับภาระ และทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นลูกสูบ หรือผนังกระบอกสูบ ที่มีการจุดระเบิดที่เร็วขึ้น 
    ทำให้เกิดการเสียดสีสูงขึ้น รวมไปถึงการนำเทอร์โบเข้ามาช่วยอัดอากาศ เพื่อให้มีการจุดระเบิดที่แรงขึ้น ทำให้เครื่องยนต์ยุคใหม่นั้น มีความร้อนสะสมที่สูงกว่า “น้ำมันเครื่องคุณภาพสูง” 
    จึงเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะช่วยปกป้องดูแลให้เครื่องยนต์ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น
     
    คุณสมบัติของน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์ยุคใหม่
     
    - ให้ประสิทธิภาพในการหล่อลื่น ช่วยลดแรงเสียดทาน หรือลดการสึกหรอของเครื่องยนต์ได้
    - ทนต่อความร้อนได้สูง รักษาความหนืดของตัวน้ำมันได้ดี
    - ให้การปกป้องชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์
    - สามารถลดคราบเขม่า และช่วยทำความสะอาดเครื่องยนต์
    - มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน
     
    ซึ่งคุณสมบัติทั้ง 5 ประการนั้น ถือเป็นปัจจัยหลักในการเลือกน้ำมันเครื่องสำหรับเครื่องยนต์ยุคใหม่ ก่อนเลือกน้ำมันเครื่องควรศึกษาและสังเกตุถึงคุณสมบัติของน้ำมันเครื่องให้ดีเสียก่อนนะคะ
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%

  • alt

    5 สิ่งจำเป็นที่ต้องมีติดรถไว้ในช่วงหน้าฝน

    5 สิ่งจำเป็นที่ต้องมีติดรถช่วงหน้าฝน
    เข้าสู่หน้าฝนแล้ว งานเลอะย่อมต้องเกิดขึ้น คุณคิดว่าจริงหรือไม่!! เมื่อฝนตกแน่นอนว่ารถแสนรักของคุณมีหรือจะรอดจากการเลอะที่สุดแสนจะน่าเบื่อไปได้ 
    ฝนตกครั้งหนึ่งรถก็เลอะหนหนึ่ง แล้วแบบนี้เราควรมีสิ่งใดบ้างที่ต้องมีติดรถไว้ในช่วงหน้าฝน วันนี้เรามี 5 สิ่งจำเป็นที่ต้องมีติดรถช่วงหน้าฝนมานำเสนอ
    กันด้วยมีอะไรบ้างที่จำเป็นไปดูกันเลย
     
    1. น้ำยาเคลือบกระจกรถ
     
    เชื่อว่าหลายคนอาจไม่คิดว่าเจ้าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่จำเป็น แต่บอกเลยว่าสิ่งนี้นี่ละที่จำเป็นมากถึงมากที่สุด เพราะถึงแม้ว่ารถของคุณจะมีที่ปัดน้ำฝนอยู่แล้วแต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอ
    ต่อรถของแต่อย่างใด การที่คุณมีการเคลือบน้ำยาตัวนี้จะยิ่งช่วยป้องกันไม่ให้หยดน้ำเข้าไปเกาะที่ตัวกระจกได้นั่นจะยิ่งทำให้การขับรถของคุณมีความปลอดภัยมากขึ้น
    มีลักษณะการมองเห็นถนนที่ชัดเจน หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ยังไม่มีน้ำยาตัวนี้คุณสามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไปหรือตามซุปเปอร์มาร์เก็ต 
    ราคาจะมีตั้งแต่ราคาหลักสิบจนถึงหลักร้อยแล้วแต่คุณเลือก
     
    2. กล้องติดรถ
     
    สิ่งนี้แน่นอนว่าขาดไม่ได้สำหรับในยุคนี้ ในปัจจุบันมีผู้คนมากมายเริ่มหันมาติดกล้องที่บริเวณตัวรถมากขึ้น บางคนติดเฉพาะด้านหน้าตัวรถหรือบางคนอาจติดรอบคันก็มี
    การติดกล้องไม่ใช่เพียงแค่ช่วงหน้าฝนเท่านั้นที่ควรติดแต่คุณควรติดไว้เป็นประจำ เพราะอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ คุณไม่มีทางรู้ได้เลยว่าอุบัติเหตุจะเกิดขึ้นเมื่อใด 
    หากคุณมีกล้องที่ตัวรถย่อมเป็นหลักฐานชั้นเยี่ยมที่จะเอาผิดกับคู่กรณีหากเกิดอุบัติเหตุ คุณสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าใครผิดใครถูก
     
    3. ร่ม
     
    สิ่งนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับหน้าฝน การที่คุณมีร่มติดรถไว้จะช่วยคุณได้ในยามคับขัน หากวันใดวันหนึ่งคุณต้องจอดรถในที่ไกลจากสถานที่ที่คุณต้องการไป 
    ซึ่งคุณจำเป็นต้องเดินไปยังที่นั่น แน่นอนว่าร่มนี่ละที่จะเป็นสิ่งที่คุณต้องการมากที่สุดในวินาทีนั้น ยิ่งหากเกิดเหตุการณ์รถเสียในวันฝนตกคุณจำเป็นต้องออกไปนอกตัวรถ
    เพื่อไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น ต้องลงไปซ่อมรถ การมีร่มจะทำให้คุณลงซ่อมรถแบบปราศจากการเปียกได้นั่นเอง
     
    4. หลอดไฟสำรอง
     
    หลอดไฟนับว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่คอยทำให้รถของคุณยังคงสว่างอยู่เสมอ ยิ่งเมื่อใดที่คุณต้องขับรถในช่วงยามวิกาล ไฟของรถทุกส่วนเป็นสิ่งสำคัญมาก 
    ดังนั้นหากเกิดมีหลอดไฟดวงใดเสียหรือเกิดการริบหรี่เกิดขึ้นการที่คุณมีหลอดไฟสำรองเอาไว้ในรถจะช่วยทำให้ปัญหานี้คลี่คลายได้ เพราะคุณมีหลอดไฟ
    ที่พร้อมจะเปลี่ยนได้ในทันที
     
    5. ทิชชู่
     
    สิ่งนี้จำเป็นอย่างไร? ขอบอกเลยว่าทิชชู่เป็นสิ่งที่ควรมีติดรถเป็นอันดับต้นๆ ในช่วงฝนตกหากเมื่อใดที่คุณเปิดประตูรถแน่นอนว่าฝนย่อมต้องสาดเข้ามาในรถ
    และการสาดนี้ย่อมมีโอกาสที่จะกระเด็นเข้าไปตามสวิตช์ต่าง ๆ ได้ ดังนั้น หากคุณมีทิชชู่ไว้ในรถคุณก็สามารถที่จะนำทิชชู่เช็ดทำความสะอาดน้ำพวกนั้นได้ทันที 
    ป้องกันโอกาสในการเกิดไฟช็อตภายในแผงปุ่มสวิตช์เหล่านั้นได้
     
    และนี่ก็คือสิ่งจำเป็นที่ควรพกติดรถยนต์ไว้ในช่วงหน้าฝน รู้แบบนี้แล้วก็อย่าลืมหาซื้อมาติดรถยนต์ไว้กันด้วย
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%

  • alt

    แอร์รถเหม็นอับช่วงหน้าฝน ทำอย่างไรดี?

    วิธีลดกลิ่นอับแอร์รถยนต์ในช่วงหน้าฝน
         ปัญหาหลักที่มักเกิดขึ้นช่วงหน้าฝนก็คือน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ รวมถึงการเดินทางที่แสนลำบากของคนบนท้องถนน เพราะต้องเผชิญกับสภาพการจรจรที่ติดขัดมากถึงมากที่สุด! 
    และอีกหนึ่งปัญหายอดฮิตของผู้ที่มีรถยนต์ส่วนตัวก็คือ กลิ่นอับของแอร์ในรถ โดยสาเหตุมาจากระบบแอร์เกิดความชื้นสะสมเพราะมีอุณภูมิเย็น ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดกลิ่นเหม็นอับที่ไม่พึงประสงค์แล้ว 
    ยังก่อให้เกิดสะสมของเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็น แบคทีเรีย หรือ เชื้อรา ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพของคนในรถอย่างมาก
     
    แอร์มีกลิ่นอับเกิดจากอะไร ? 
     
    - มีความชื้นสะสมอยู่ในคอยล์เย็น ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้จะทำให้เกิดเชื้อรา และส่งผลให้เกิดกลิ่นอับที่ไม่พึงประสงค์
    - ช่องระบายอากาศเกิดการอุดตัน ส่งผลให้การเกิดการหมักหมม รวมถึงมีความชื้น และทำให้เกิดกลิ่นเหม็นอับ
    - กรองแอร์สกปรก รวมถึงมีสิ่งอุดตัน เพื่อป้องกันไม่ให้กลิ่นอับเหล่านี้มาทำร้ายสุขภาพคุณโดยไม่รู้ตัว พี่หมีมีวิธีกำจัดกลิ่นอับของแอร์รถยนต์มาบอกครับ
     
    3 วิธีกำจัดกลิ่นอับของแอร์รถยนต์
     
    1. เปิดพัดลมแอร์ 
    สามารถแก้ไขได้ด้วยการเปิดพัดลมแอร์ให้แรงที่สุด ซึ่งแนะนำให้ปิดสวิตช์ A/C เพื่อไม่ให้เพรสเชอร์ทำงาน โดยให้ปิดทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที อีกหนึ่งวิธีคือเปิดกระจกรถ หรือประตูทิ้งไว้ 
    ก็สามารถช่วยระบายกลิ่นอับได้ดีเช่นกัน
     
    2. ปรับระดับความเย็นให้เหมาะสม 
    เมื่อรู้สึกว่าแอร์เย็นเกินไป ให้ปรับอุณภูมิสูงขึ้น จะได้ลดความแรงของพัดลมแอร์เพียงอย่างเดียว อีกทั้งไม่ควรปิดหน้ากากแอร์มากกว่า 2 ตัว ความเย็นจะได้ถูกระบายออกมา โดยจะช่วยไม่ให้เกิดความชื้นสะสม
     
    3. ล้างแอร์ 
    หากกลิ่นอับยังคงเหนียวแน่น! แนะนำให้ถอดแอร์มาล้างทำความสะอาด หรืออาจต้องเปลี่ยนแอร์ใหม่เนื่องจากเกิดการเสื่อมสภาพที่ยากเกินแก้
     
    นอกจากนี้วิธีการเหล่านี้ ยังมีอีกหลายตัวช่วย ที่สามารถลดกลิ่นอับของแอร์ในรถยนต์มาแนะนำค่ะ
     
    1. สเปรย์ปรับอากาศ 
    ถือเป็นตัวช่วยที่หาซื้อได้ง่าย ซึ่งนอกจากช่วยลดกลิ่นอับแล้ว ยังมีส่วนช่วยฆ่าเชื้อโรคได้อีกด้วย
     
    2. เบกกิ้งโซดา 
    นอกจากจะช่วยกำจัดกลิ่นอับที่ไม่พึงประสงค์แล้ว ยังช่วยดูดกลิ่นบุหรี่ได้เช่นกัน
     
    3. กากกาแฟตากแห้ง 
    นำกากกาแฟไปตากให้แห้ง จากนั้นนำผ้ามาห่อแล้ววางไว้ในรถยนต์ โดยกลิ่นของกาแฟช่วยกลบกลิ่นเหม็นอับได้อยู่หมัด
     
    4. น้ำส้มสายชู 
    เทน้ำส้มสายชูใส่ลงไปในถ้วยประมาณ 2-4 ช้อนโต๊ะ แล้วนำไปวางไว้ในรถ ทิ้งไว้ประมาณ 1-2 ชั่วโมง รสเปรี้ยวของน้ำส้มสายชูจะช่วยกำจัดกลิ่นอับที่ไม่พึงประสงค์
     
    5. ใบชาแห้ง
    นำผ้ามาห่อใบชาแล้วนำไปวางไว้ในรถ โดยวิธีนี้มีส่วนช่วยลดกลิ่นอับได้ดีเช่นกัน 
     
    6. ถ่านไม้
    นำผ้าห่อถ่านไม้แล้วเอาไปวางไว้ในรถ ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยดูดซับกลิ่นอับได้เช่นกัน
     
    บางครั้งกลิ่นอับที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้มาจากแอร์เสมอไป แต่อาจเกิดจากการหมักหมมของพรมในรถ ซึ่งทำให้เกิดกลิ่นเหม็นอับในรถโดยที่เราไม่รู้ตัวได้ วิธีแก้ปัญหาคือเอาพรมรถไปล้างและตากแดดให้สะอาดเพื่อกำจัด
    กลิ่นอับที่เกิดขึ้น และจะให้ดีเอารถไปตากแดดสัก 3-4 ชั่วโมง เปิดประตูรถทั้ง 4 บาน และเปิดพัดลมแอร์ให้สุด เพื่อไล่ความชื้นออกจากตู้แอร์ ลองดูนะคะเผื่อช่วยได้ ถ้าไม่อยากต้องเผชิญกับกลิ่นเหม็นอับ
    ที่ไม่พึงประสงค์ สิ่งที่ไม่ควรละเลยคือ หมั่นทำความสะอาดรถยนต์ ที่สำคัญคือเช็คสภาพรถก่อนออกเดินทาง และขับรถด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติไม่คาดฝันนะคะ
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%
     

  • alt

    5 เหตุผลที่ควรล้างรถในช่วงหน้าฝน

    ช่วงหน้าฝนไม่ต้องล้างรถ ได้ไหม??
     
         ตอนนี้ประเทศไทยก็เข้าสู่ช่วงหน้าฝนแล้ว มีฝนตกกระจายตัวในหลายๆ พื้นที่ ช่วยเพิ่มความชุ่มฉ่ำและลดความร้อนของสภาพอากาศลงไปได้อยู่บ้าง “ฝนตกไม่ต้องล้างรถบ่อยๆหรอก เดี๋ยวรถก็เลอะอีก” 
    คำพูดที่หลายคนมักจะได้ยินบ่อยๆในช่วงหน้าฝน สำหรับคนมีรถเมื่อฝนโปรยปรายลงมาก็จะทำให้รถยนต์ของเราเลอะเทอะ ล้างไปสุดท้ายฝนตกครั้งใหม่ รถยนต์ก็กลับมาเลอะอยู่ดี 
    ความเชื่อนี้ถือเป็นความเชื่อที่ค่อนข้างผิดนะคะในการหลีกเลี่ยงการล้างรถยนต์ในช่วงฝนตก
     
    หน้าฝนไม่ต้องล้างรถจริงหรอ?
     
         คุณรู้หรือไม่ การไม่ล้างรถยนต์ในช่วงหน้าฝนส่งผลเสียให้คุณมากกว่าที่คิด เพราะการไม่ล้างรถในช่วงหน้าฝนอาจส่งผลเสียในระยะยาว ซึ่งในความเป็นจริงนั้น แม้จะเจอฝนที่ตกแรงหรือตกเบาก็ควรทำการล้างรถ
    อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อล้างสิ่งสกปรกออกจากพื้นผิวรถยนต์ของเรา สำหรับใครที่มีคำถามที่ว่า หน้าฝนไม่ต้องล้างรถจริงหรอ? คำตอบก็คือ ไม่จริงครับ หน้าฝนยิ่งต้องควรล้างรถ แต่เหตุผลเพราะอะไรนั้น 
    วันนี้ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด มีคำตอบมาฝากกันจ้า
     
    1. เกิดคราบฝังแน่น
         เมื่อรถยนต์แห้งหลังจากตากฝนบ่อยๆ จะทำให้เกิดคราบฝังแน่นบนสีรถยนต์ และหากยิ่งตากแดดก็จะยิ่งติดฝังลึก นอกจากจะทำความสะอาดได้ยากขึ้นแล้ว ยังฃส่งผลต่อตัวสีของรถยนต์ได้ในอนาคตอีกด้วย
     
    2. เศษใบไม้ต่างๆ
         หากจอดรถอยู่กับที่ขณะฝนตก หรือ จอดรถไว้ใต้ต้นไม้ จะมีเศษใบไม้กิ่งไม้ปลิวมาติดที่รถยนต์ได้ และยิ่งเศษใบไม้เหล่านั้นแห้งติดกับรถ จะส่งผลให้เกิดเป็นคราบแห้งกรังที่ทำความสะอาดยาก 
    และอาจเกิดรอยบนรถได้อีกด้วย
     
    3. เสี่ยงการเกิดสนิม
         การใช้งานรถยนต์ในขณะที่ฝนตกบ่อยๆ รถยนต์ของเรามีโอกาสที่เจอความชื้นมากยิ่งขึ้น เมื่อเจอกับความชื้นบ่อยๆ อาจส่งผลให้เครื่องยนต์ภายในเกิดความชื้นสะสมจนเกิดเป็นสนิมได้
     
    4. สิ่งสกปรกจากเศษดิน และฝุ่น
         เมื่อฝนตกและต้องขับรถบริเวณที่มีโคลน เศษดิน หรือเศษฝุ่นเยอะๆ ทำให้สิ่งสกปรกเหล่านี้จะเกาะติดรถยนต์ของเรามีมากยิ่งขึ้น เมื่อปล่อยไว้นานจะทำให้รถเป็นคราบเปื้อนที่ล้างออกยาก
     
    5. พื้นที่ที่อยู่อาศัย อาจมีฝนกรด
         สำหรับใครที่อาศัยอยู่ในเขตอุตสาหกรรม หรือ ต้องทำงานและนำรถไปจอดในพื้นที่ละแวกนั้น มีความเสี่ยงสูงที่อาจจะเจอฝนกรดมากกว่าพื้นที่อื่นๆ  หากต้องพบเจอกับฝนกรดบ่อยๆ 
    โอกาสที่สีของรถยนต์จะเกิดความเสียหายนั้นมีมาก เพราะฝนกรดจะมีค่าความเป็นกรดสูงมากกว่าน้ำฝนทั่วไป
     
         ดังนั้นความเชื่อที่ว่า หน้าฝนไม่ต้องล้างรถ นั้นถือว่าเป็นความเชื่อผิดๆ ซึ่งหากไม่มีเวลามากนักในการล้างรถยนต์บ่อยๆ อาจจะล้างอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง หรือ 3-4 วันครั้ง 
    แต่ใครที่อยากล้างทุกวันก็สามารถทำได้ ด้วยการฉีดน้ำเปล่าในการล้างรถ หรือ ขจัดคราบที่อาจเกาะติดเป็นคราบฝังแน่นได้ในอนาคตเช่น คราบดิน เศษใบไม้ เป็นต้น
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%

  • alt

    ดูแลยางปัดน้ำฝนอย่างไรให้ใช้งานได้นานๆ

    ดูแลยางปัดน้ำฝนอย่างไร ให้ใช้งานได้นานๆ
     
    ยางใบปัดน้ำฝนเป็นอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ ที่จะว่าไปแล้วไม่ใช่ระบบหลักที่มีผลต่อการขับเคลื่อนของรถยนต์เลย แต่ก็มีความสำคัญในเรื่องของทัศนวิสัยในการขับขี่
    ซึ่งส่งผลต่อความปลอดภัยในการขับขี่ของผู้ใช้รถใช้ถนน หากยางปัดน้ำฝนเสื่อมสภาพจะทำให้การปัดทำความสะอาดบานกระจกบังลมหน้าไม่สะอาดและไม่เกลี้ยงเท่าที่ควร 
    ที่แย่กว่านั้นคืออาจทำให้กระจกมีร่องรอยความสกปรกมากกว่าเดิมและทัศนวิสัยแย่ลงกว่าเดิมเสียอีก ถ้าฉีดน้ำใส่กระจกพร้อมกับปัดทำความสะอาดตอนที่รถกำลังวิ่งอยู่ 
    แต่ปรากฏว่ายางปัดน้ำฝนเสื่อมสภาพจนทำให้คราบสกปรกกระจายไปทั่วบานกระจกจะเป็นอันตรายอย่างมาก ทำให้หลายคนให้ความสำคัญและค่อนข้างจะดูแลเอาใจใส่ยางปัดน้ำฝนเป็นพิเศษ
    ถึงขนาดยกใบปัดน้ำฝนขึ้นทุกครั้งเมื่อต้องจอดรถตากแดด เพื่อให้ยางปัดน้ำฝนรอดพ้นจากความร้อนบนบานกระจกที่รับแสงแดดไว้เต็มๆ โดยหวังว่าจะยืดอายุการใช้งานของยางปัดน้ำฝน
    ให้นานขึ้น ซึ่งการเอาใจใส่ดูแลยางปัดน้ำฝนเป็นสิ่งที่ดี แต่หารู้ไม่ว่าการกระทำดังกล่าวนั้นไม่เพียงช่วยยืดอายุของยางใบปัดน้ำฝน แต่อาจสร้างความเสียหายเกินกว่าที่คิดไว้
     
    ยางปัดน้ำฝนโดยเฉลี่ยมีอายุการใช้งานประมาณ 1 ปี ขึ้นอยู่กับคุณภาพของยางที่เลือกใช้ แต่ก็จะมีระยะเวลาการใช้งานเฉลี่ยอยู่ประมาณนี้ 
    ถึงแม้ว่าจะยกยางปัดน้ำฝนขึ้นไม่ให้ถูกความร้อนจากกระจกเวลาที่จอดรถตากแดด อย่างไรเสียด้วยสภาพอากาศและคุณสมบัติของตัวยางเอง เมื่อถูกความร้อนถูกแสงแดดย่อมที่จะเสื่อมสภาพ
    ไปตามเวลาอยู่แล้ว สรุปก็คือการยกก้านใบปัดน้ำฝนขึ้นไม่ได้ช่วยยืดอายุของยางปัดน้ำฝนอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่กลับจะส่งผลให้เกิดความเสียหายที่แย่ยิ่งกว่านั่นคือ 
    อาจทำให้สปริงก้านใบปัดน้ำฝนล้า ส่งผลแรงกดที่จะทำให้ยางปัดน้ำฝนแนบสนิทกับบานกระจกไม่มีประสิทธิภาพเหมือนเดิม ไม่เพียงทำให้ยางปัดน้ำฝนไม่สามารถกวาดน้ำ
    และสิ่งสกปรกออกจากกระจกได้อย่างหมดจด การเปลี่ยนสปริงก้านใบปัดยังมีความยุ่งยากและมีราคาสูงกว่าค่าเปลี่ยนยางปัดน้ำฝนอีกด้วย
     
    สิ่งที่ดีที่สุดในการดูแลและใช้งานยางปัดน้ำฝนคือ เปลี่ยนยางปัดน้ำฝนทุกๆ 1 ปี โดยยึดเอาช่วงเวลาที่กำลังจะเข้าหน้าฝนเป็นเวลาในการเปลี่ยนก็ได้ 
    เพราะหน้าฝนเป็นช่วงที่จะได้ใช้ยางใบปัดน้ำฝนบ่อยที่สุดจะได้ใช้งานของใหม่ที่มีประสิทธิภาพ และในการเปลี่ยนควรเลือกเปลี่ยนยางปัดน้ำฝนที่มีคุณภาพสักหน่อย 
    อย่ามองแค่ราคาถูก เพราะจริงๆ แล้วยางปัดน้ำฝนไม่ได้มีราคาสูงมากอะไรเลย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับทัศนวิสัยและความปลอดภัยที่จะได้รับ
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%

  • alt

    4 เคล็ดลับขับรถขณะฝนตกอย่างไร ให้ปลอดภัย

    ขับรถขณะฝนตก อย่างไรให้ปลอดภัย?
    เข้าสู่หน้าฝนอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับตอนนี้ หลายๆคนคงจะต้องขับรถในขณะที่ฝนตก 
    ในระหว่างทางกลับบ้านหรือในขณะเดินทางไปในที่ต่างๆ วันนี้ บริษํท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด 
    มี 4 คำแนะนำดีๆเกี่ยวกับการขับรถในขณะที่ฝนตกมาฝากจ้า
     
    1. เปิดไฟหน้ารถ เพื่อการมองเห็นที่ดีขณะขับรถและให้รถคันอื่นมองเห็นรถของคุณเช่นเดียวกัน
    2. ลดความเร็วให้เหมาะสม เพื่อที่จะสามารถควบคุมรถได้อย่างปลอดภัย เพราะขณะที่ฝนตกถนนอาจจะลื่นทำให้การควบคุมรถลำบากกว่าปกติ
    3. เพิ่มระยะห่างระหว่างรถคันหน้าจากเดิมอีก 10-20 เมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการจราจรในขณะนั้น เพื่อที่จะได้หยุดรถได้อย่างปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุ
    ฉุกเฉิน
    4. ลดความเร็วเมื่อขับผ่านแอ่งน้ำขัง เพื่อป้องกันรถเสียการควบคุมและอุบัติเหตุ
     
    ที่สำคัญที่สุดสำหรับการขับขี่ที่ปลอดภัยคือการไม่ประมาท ทั้งในขณะที่ฝนตกหรือไม่ตก และควรตรวจเช็ครถเป็นประจำ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ด้วยนะคะ
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%

  • alt

    หม้อน้ำรถยนต์ เติมน้ำยาหล่อเย็นหรือแค่น้ำเปล่าแบบไหนดีที่สุด!!

    หม้อน้ำเติมอะไรดีที่สุด “น้ำเปล่า” หรือ “Coolant” 
    หลายคนอาจสงสัยว่าหม้อน้ำรถยนต์ควรเติมอะไร ? โดยเฉพาะมือใหม่หัดขับกับรถคันแรก ที่คนข้างบ้านอาจจะบอกว่าเติมน้ำเปล่าก็พอแล้ว 
    หรือช่างผู้เชี่ยวแนะนำให้เติมน้ำยาหล่อเย็น (Coolant) ดีกว่า วันนี้ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด จะมาไขข้อสงสัยกันว่าเติมแบบไหนมีข้อดียังไง 
    และมีข้อเสียอะไรบ้างติดตามกันได้เลยค่ะ
     
    อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่า “หม้อน้ำ” คือส่วนสำคัญของระบบหล่อเย็นรถยนต์ โดยทำงานร่วมกับปั๊มน้ำ วาล์วน้ำ และพัดลม 
    ซึ่งระบบระบายความร้อนทั้งหมดจะทำงานตั้งแต่เครื่องเริ่มสตาร์ตทันที ในระบบการระบายความร้อนจะมีการใช้น้ำแบบหมุนเวียน 
    ซึ่งน้ำทั้งหมดจะไหลผ่านตามท่อต่าง ๆ ของเครื่องยนต์
     
    ถ้าเติมน้ำเปล่าไปจะเป็นอย่างไร? 
    การเติมน้ำเปล่านั้น ช่วงแรก ๆ ที่เติมมาใหม่จะยังไม่มีผลกระทบอะไรมาก แต่ในระยะยาวจะเริ่มออกอาการตามเวลาอย่างตระกรันในหม้อน้ำ 
    หากละเลยไปจะมีการสะสมเรื่อย ๆ จนทำให้หม้อน้ำอุดตัน ยิ่งอะไหล่บางส่วนในเครื่องยนต์ของรถรุ่นใหม่ถูกผลิตด้วยอะลูมิเนียม 
    อาจทำให้เป็นสนิมง่าย เกิดผุกร่อนจนกลายเป็นรอยรั่ว และยังทิ้งเศษตะกอนแดงเอาไว้อีกด้วย
     
    ดังนั้นเราควรป้องกันไว้ดีกว่าแก้ กับอีกตัวเลือกที่ปกป้องได้มากกว่าอย่าง น้ำยาหล่อเย็น (Coolant) 
    เพราะมีส่วนผสมของสาร Ethylene Glycol ช่วยชะลอการเดือดได้ดีกว่า ด้วยคุณสมบัติที่มีจุดเดือดสูงกว่าน้ำเกือบ 2 เท่า 
    ทำให้ช่วงอุณหภูมิกว้าง นอกจากนั้นยังช่วยป้องกันการเกิดสนิมสาเหตุของการผุกร่อน, ช่วยหล่อลื่นปั๊มน้ำให้ทำงานได้ดี, 
    ด้วยสีผสมสารเรืองแสงของน้ำยาหล่อเย็น ช่วยเรื่องการสังเกต ทำให้เห็นรอยรั่วตามอะไหล่ รวมถึงที่พื้นถนนได้ชัดเจนกว่า 
    ในกรณีเกิดปัญหาหกรั่วไหล และที่มองข้ามไปไม่ได้ คือต้องเลือกผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง 
    สามารถใช้ได้ทั้งรถเก๋ง, รถปิกอัพ, รถบรรทุก แม้กระทั่งเรือหางยาวก็ใช้ได้เหมือนกัน ช่วยดูแลระบบหล่อเย็นได้อย่างยาวนานถึง 2 ปี
    หรือ 200,000 กม.
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%
     

  • alt

    9 เทคนิค การใช้รถเกียร์ธรรมดาสำหรับมือใหม่

    หลาย ๆ ท่าน คงจะเริ่มต้นขับรถด้วยเกียร์ธรรมดา วันนี้บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ขอเอาใจมือใหม่ที่ขับรถยนต์เกียร์ธรรมดา ด้วยคำแนะนำดี ๆ 9 ข้อ ในการขับรถยนต์เกียร์ธรรมดา มาดูกันค่ะว่ามีอะไรบ้าง?
    1. เมื่อเปลี่ยนเกียร์ทุกครั้ง ต้องเหยียบคลัตช์ให้สุด
     
    2. อย่าผลักคันเกียร์เร็วเกินไป ควรเว้นช่วงเวลาให้ฟันเฟืองของเกียร์ขบกันได้ในจังหวะที่เหมาะสมก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกียร์เสียดสีกัน
     
    3. ต้องออกรถด้วยเกียร์  1 เสมอ เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นไปด้วยความนิ่มนวลโดยไม่ทำให้คลัชต์ลื่น
     
    4. ก่อนจะเปลี่ยนเข้าเกียร์ถอยหลังทุกครั้ง ควรเปลี่ยนในขณะที่รถหยุดสนิทนิ่งเสียก่อน
     
    5. อย่าขับรถลงทางลาดชันโดยใช้เกียร์ว่างโดยเด็ดขาด เพราะจะไม่มีกำลังเครื่องยนต์ช่วยเบรก ทำให้การควบคุมบังคับรถเป็นไปได้ยาก ซึ่งอันตรายมาก ในกรณีนี้ควรใช้เกียร์ต่ำเพื่อช่วยชะลอความเร็วด้วยแรงฉุดของเครื่องยนต์
     
    6. เกียร์ 5 ถูกออกแบบมาเพื่อลดรอบของเครื่องยนต์ ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดน้ำมันและลดการสึกหรอของเครื่องยนต์แต่ควรพึงระวังอย่าใช้เกียร์ 5 ในการลากจูง
     
    7. การใช้เกียร์สูงที่ความเร็วรอบต่ำเกินไป จะทำให้เครื่องยนต์เกิดการน็อกได้ซึ่งมีผลเสียต่อก้านสูบและลูกสูบ
     
    8. ควรเลือกใช้เกียร์ให้เหมาะสมกับความเร็วรถและความเร็วรอบเครื่องยนต์
     
    9. หลีกเลี่ยงการเปลี่ยนเกียร์ในที่รถยนต์กำลังเข้าโค้ง เพราะว่าหากเปลี่ยนเกียร์ไม่นุ่มนวลอาจทำให้เกิดอาการท้ายรถปัดได้ เพราะฉะนั้น หากไม่แน่ใจว่าโค้งนั้น ๆ ควรใช้คามเร็วเท่าใด ให้ใช้ความเร็วต่ำไว้ก่อน เพื่อความปลอดภัยค่ะ
     
    เห็นไหมคะว่าไม่ยากอย่างที่คิดเลยแค่เพียงใช้งานให้ถูกต้อง รวมทั้งการดูแลอย่างสม่ำเสมอ เพียงแค่นี้จะทำให้เราใช้รถยนต์ได้อีกยาวนาน
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%
     
    ขอบคุณที่มาจากหนังสือ: ใช้รถอย่างไรให้คุ้มค่า

  • alt

    นั่งรถนาน ปวดเมื่อยตามตัวทำไงดี!

    นั่งรถนาน ปวดเมื่อยตามตัวทำไงดี!
          เมื่อต้องเดินทางไปไหนมาไหนบ่อย ๆ โดยใช้เวลาเดินทางในรถเป็นเวลานาน แน่นอนว่าสิ่งที่มักพบบ่อยๆคงหนีไม่พ้นเรื่องของการปวดเมื่อยตามร่างกาย 
    เพราะสรีระร่างกายที่ต้องนั่งอยู่ในท่าเดิมนานๆ พร้อมทั้งบวกกับพื้นที่ที่นั่งมีขอบเขตจำกัด การปวดเมื่อยจึงเป็นธรรมดา เพราะเหตุนี้อาจทำให้คุณไปทำธุระ หรือ พักผ่อนไม่สนุก
         ทราบกันดีอยู่แล้วว่า อาการดังกล่าวเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ในเวลาที่ต้องเดินทางนานๆ และ บริเวณอาการที่ปวดเมื่อยบ่อย ๆ อย่างเช่น คอ บ่า หลัง สะโพก เข่า  เป็นต้น 
    หากฝืนนั่งหรือขับต่อไป อาจส่งผลเสียสะสมต่อร่างกายเราได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการร้ายแรง วันนี้ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด มาพร้อมกับ วิธีคลายเมื่อยหลังจากนั่งรถนาน ๆ 
    เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนออกเดินทาง
     
         ก่อนออกเดินทางให้เตรียมความพร้อมร่างกายก่อน โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ งดการดื่มแอลกอฮอล์ สำหรับผู้ขับขี่ หากมีโรคประจำตัว หรือต้องรับประทานยาที่มีผลข้างเคียง 
    ทำให้ง่วงซึม หรือ เพลีย ควรที่จะหลีกเลี่ยงโดยเด็ดขาด โดยยาเหล่านี้อาจทำให้ประสิทธิภาพในการขับขี่ลดลง แถมยังเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุอีกด้วย
     
    วิธีง่ายๆทำตามได้สบาย
     
    •  ก่อนอื่นเลยควรปรับเบาะที่นั่งให้เหมาะสม และ นั่งสบาย อย่าปรับให้เอนจนเกินไป
    •  หากไม่ถนัดหรือเกร็งคอมากเกินไป ควรมีหมอนรองคอ เพื่อล็อกไม่ให้เคลื่อนไหวในขณะที่หลับ
    •  เมื่อนั่งในรถสามารถผ่อนคลายเท้าได้ ด้วยการหมุนข้อเท้าไปมา หรือ จิกปลายเท้า
    •  หากรูสึกนั่งท่าเดิมนานแล้ว ให้เปลี่ยนอิริยาบถการนั่งใหม่ แต่ต้องเป็นท่านั่งที่สบายๆ
    •  บริเวณศีรษะควรอยู่ชิดพนักพิง หรือไม่เกิน 1 นิ้ว ช่วยลดอาการบาดเจ็บของคอหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้
    •  หากเดินทางโดยรถส่วนตัว เมื่อเกิดการเมื่อยควรหยุดพัก เพื่อเปลี่ยนอิริยาบถทุก 2-3 ชั่วโมง
    •  ขับรถเป็นระยะเวลานาน เมื่อต้องจอดรถ ให้ทำการ สลัดแขน ขา ยืดตัว เพื่อเป็นการผ่อนคลาย กล้ามเนื้อ
    •  หากง่วงนอน หรือ ปวดเมื่อย ลองลงมายืดเส้นยืดสาย หรือ หาเครื่องดื่มสดชื่นๆสักหน่อย
    •  หากต้องขึ้นลงรถบ่อย ไม่ควรเอี้ยวตัวมากเกินไป ควรหมุนตัวไปทั้งตัว และใช้มือเกาะในการพยุงตัวลุกขึ้นจากรถจะดีกว่า
     
         แน่นอนว่าการเดินทางด้วยรถเป็นเวลานาน แล้วเกิดอาการปวดเมื่อย เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก แต่การเตรีมความพร้อม หรือ นำข้อปฏิบัติดังกล่าวไปปรับใช้ พี่หมีเชื่อว่าอาจทำให้คุณแฮปปี้
    ต่อการเดินทางมากขึ้น แถมยังช่วยลดอาการปวดเมื่อยได้อีกด้วย
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%

  • alt

    5 ทริค แก้อาการเมารถ

    5 เคล็ดลับแก้อาการเมารถ
     
    เมารถ อาการสุดเลวร้ายที่ใครๆ ก็ไม่อยากเจอเมื่อต้องเดินทางไกล แต่รู้ไหมว่า ถ้าปฏิบัติตัวถูกวิธี ก็แก้อาการดังกล่าวได้ง่ายๆ ไปเที่ยวต่อได้สบายเลยจ้า วันนี้ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด มีทริคดีๆมาแนะนำมาดูกันเลยจ้า
      
    1. นั่งแถวหน้าของรถ
     
    หากสามารถเลือกที่นั่งได้ เพื่อนๆ ที่มีอาการเมารถง่ายควรเลือกนั่งในส่วนหน้าของรถ เพราะนอกจากจะเป็นตำแหน่งการนั่งที่เหวี่ยงน้อยกว่าช่วงท้ายรถแล้ว การนั่งแถวหน้าๆ จะทำให้ประสาทตาและหูรับรู้จังหวะการโคลงเคลงของรถได้ 
    ทำให้สามารถค่อยๆ ปรับตัวตามการเคลื่อนไหวได้เช่นกันค่ะ
     
    2. หน้ารถ
     
    มองไปไกลๆ และตั้งศีรษะให้ตรง นอกจากจะเลือกที่นั่งแล้ว การมองไปข้างหน้าก็สำคัญเหมือนกันค่ะ เพื่อนๆ ควรมองไปยังสิ่งที่อยู่ไกลๆ และอยู่นิ่งๆ  เพื่อให้ประสาทสัมผัสค่อยๆ ปรับตัวและรับรู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน 
    แล้วก็ให้ได้รู้ตำแหน่งตัวเองขณะที่รถกำลังเคลื่อนไหวด้วย นอกจากนี้ก็ต้องพยายามตั้งศีรษะให้ตรง อย่าให้หัวพิงหรือกระแทกกับส่วนรถที่เคลื่อนไหว แล้วก็ไม่ควรฟุบหรือเอนศีรษะ เพราะจะทำให้หัวเราเหมือนถูกแกว่งไปมาตลอดเวลา 
    ส่งผลให้คลื่นไส้มากกว่าเดิมได้ค่ะ
     
    3. เวียนหัว
     
    อย่าอ่านหนังสือหรือเล่นโทรศัพท์ แน่นอนว่า การจดจ้องสายตาอยู่กับที่นานๆ จะทำให้อาการปวดหัวเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะตอนนั่งอบู่บนรถ ไม่ควรอ่านหนังสือหรือเล่นโทรศัพท์เลยล่ะ 
    เพราะจะยิ่งทำให้ประสาทตาจดจ่อและร่างกายไม่สามารถปรับสมดุลการเคลื่อนไหวได้ ให้มองไปไกลๆ อย่างที่บอกไปข้างต้นจะดีกว่า
     
     
    4. น้ำอัดลม
     
    ทานผลไม้รสเปรี้ยว/จิบน้ำอัดลม รู้หรือไม่? การทานอาหารก็มีส่วนช่วยให้เพื่อนๆ หายจากอาการเมารถได้! ให้เลือกทานผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะขาม มะนาว มะม่วง เพื่อลดอาการวิงเวียนศีรษะ แต่ไม่ควรทานเยอะเกินไป 
    เพราะจะเกิดกรดในกระเพาะและทำให้ท้องเสียได้นะคะ นอกจากนี้ การจิบน้ำอัดลมเป็นระยะก็สามารถช่วยลดอาการมวนท้องที่เกิดจากการเมารถได้เหมือนกัน แล้วอย่าลืมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จะได้รู้สึกสบายตัวขึ้น
     
     
    5. เตรียมยาให้พร้อมก่อนออกเดินทาง
     
    สุดท้ายไม่ท้ายสุด แม้จะป้องกันมาอย่างดีแค่ไหน แต่เราก็ต้องเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเสมอนะคะ อย่าลืมพกยาหม่องและยาดมติดตัวไว้ดมเพื่อลดอาการวิงเวียนศีรษะ ส่วนถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องพกยาแก้เมาไว้เสมอ 
    แต่อย่าลืมว่าทานแล้วอาจทำให้รู้สึกง่วงได้นะคะ
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%

  • alt

    เทคนิคการขับรถเข้าโค้งให้ปลอดภัย

    บ่อยครั้งที่เราได้ยินข่าวอุบัติเหตุ รถชนรถแหกโค้งอยู่บ่อยครั้ง ทั้งๆ ที่ในบางเส้นทางก็มีป้ายเตือนให้ระมัดระวัง หรือควรชะลอความเร็วเมื่อต้องผ่านจุดนั้นๆ ฉะนั้นสาเหตุหลักก็น่าจะเกิดขึ้นจากความประมาท และไม่ชินกับเส้นทาง 
    หรือใช้ทักษะการขับรถที่ไม่ถูกต้อง รวมไปถึงรถอาจไม่อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์พร้อมต่อการใช้งาน และเพื่อให้ทุกการขับของคุณปลอดภัย วันนี้ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด มีแนวทางและเทคนิคพิชิตโค้งมาแนะนำค่ะ
    ต่อไปนี้ไม่ว่าโค้งต่อเนื่องหรือโค้งลึกแค่ไหนคุณก็ผ่านได้อย่างมั่นใจแน่นอน
     
    อันดับแรกขับรถอย่างมีสติ หมั่นสังเกตป้ายเตือนจราจรที่ติดไว้สองข้างทาง ทั้งนี้เพื่อให้เราสามารถรับรู้สภาพเส้นทางข้างหน้า ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกติดตั้งไว้ก่อนถึงโค้งประมาณ 100 เมตร เพื่อให้ผู้ขับทราบและชะลอความเร็วล่วงหน้า 
    รวมทั้งเตรียมตัวควบคุมรถในการเข้าโค้งด้วยความเร็วที่เหมาะสม
     
    ทำทุกอย่างในเรื่องการควบคุมรถให้เสร็จสิ้นก่อนถึงทางโค้ง ทั้งการเบรกเพื่อชะลอความเร็ว สำหรับเกียร์ธรรมดาควรเปลี่ยนเกียร์ลงเพียง 1-2 จังหวะ ก่อนเข้าโค้งเพื่อให้รถมีกำลังส่งที่ดี เพราะถ้าหากไม่มีการเปลี่ยนเกียร์รถอาจจะอืด 
    อีกทั้งต้องไม่เปลี่ยนเกียร์ขณะอยู่ในโค้ง เพราะอาจจะทำให้รถหน้าทิ่มจนเกิดอาการท้ายสะบัดได้ ไม่ควรเข้าโค้งด้วยเกียร์ว่างหรือห้ามเหยียบคลัตท์แช่ เพราะจะทำให้รถไม่แรงเฉื่อยและไร้น้ำหนัก 
    จนอาจจะส่งผลให้รถหลุดโค้งได้จากนั้นก็เตรียมพร้อมสำหรับการบังคับทิศทาง โดยทุกอย่างควรลงตัวเสร็จสรรพก่อนที่จะเข้าโค้ง
     
    แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในโค้ง โค้งบางโค้งแห่งเราไม่สามารถมองเห็นเส้นทางข้างหน้าได้ ซึ่งบางครั้งก็กลายเป็นต้นตอของการอุบัติเหตุ ไม่ว่าจะเป็นรถจอดเสีย คนหรือสัตว์วิ่งตัดหน้า รถสวนทางมาแบบค่อมเลน 
    ซึ่งล้วนเป็นสิ่งอันตรายสำหรับการใช้เส้นทางเหล่านี้  เมื่อต้องเจอแบบไม่คาดคิด ผู้ขับจึงจำเป็นต้องตัดสินใจบังคับรถให้พ้นภัย การแก้ไขอันดับแรกคือ มองไกลๆ ด้านหน้า ว่าเราสามารถเบี่ยงหลบได้หรือไม่ 
    พร้อมกับลดความเร็วแบบนิ่มนวลและอย่ากระทืบเบรกเด็ดขาด เพราะอาจส่งผลให้รถเสียอาการจนเกิดอุบัติเหตุได้
     
    เมื่อต้องเผชิญกับทางโค้งลึกๆ แบบครึ่งวงกลม ห้ามเลี้ยวแบบหักเหพวงมาลัยแบบเฉียบพลัน เพราะจะทำให้รถเสียการทรงตัวจนท้ายออกหรือหน้าดื้อได้ และเมื่อต้องขับไปในเส้นทางที่เราไม่มีคุ้นเคย ก็ไม่ควรขับโดยใช้ความเร็วสูงนัก 
    เพราะอาจเจอกับลักษณะของโค้งที่มีความแปลกหรือโค้งต่อเนื่อง ซึ่งต้องใช้ความชำนาญหรือคุ้นเคยกับเส้นทางอย่างมากเพราะฉะนั้นขับให้ช้าลงเพื่อความปลอดภัย
     
    เหนือสิ่งอื่นใดสำหรับการขับรถให้ปลอดภัยเมื่อเข้าโค้งก็คือ ต้องรู้ทักษะและขีดความสามารถของตัวเอง ซึ่งทุกคนไม่ได้มีเท่ากัน เช่นเดียวกับรถที่ขับก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพและสมรรถนะเท่ากันหมดทุกคัน ฉะนั้นอย่าฝืนในการเข้าโค้ง 
    ผู้ขับจึงควรรู้ลิมิตของตัวเองและรถด้วย
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%

  • alt

    8 โรคประจำตัวที่มีผลต่อการขับขี่

    โรคต้องห้ามในการขับรถ เพราะจะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุออย่างรุนแรง
     
         ทุกวันนี้การใช้รถยนต์ถือเป็นเรื่องปกติในการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบัน และมีแนวโน้มในการเลือกใช้รถยนต์ในการเดินทางยังมีเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย แต่รู้หรือไม่ว่าอัตราความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากรถยนต์นั้น 
    ไม่ได้มาจากความประมาทของผู้ขับขี่เพียงแค่อย่างเดียว ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ อาจรุนแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้
         รู้กันหรือไม่ว่ามีโรคที่สามารถทำให้ผู้ที่เป็น เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ จึงไม่ควรขับรถเด็ดขาด โดยกรมควบคุมโรค ได้เปิดเผย 8 กลุ่มโรคที่เสี่ยงในการจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ไม่ควรให้ขับรถเด็ดขาด 
    โดยที่ระบุเป็นกฏหมายโรคต้องห้ามขับรถ นั้น ยังมีความไม่ครอบคลุมเพียงพอ ทั้งโรคที่เกี่ยวกับระบบการมองเห็น การได้ยิน ระบบประสาท และโรคหัวใจ หรือโรคเรื้อรัง โดยมีการระบุโรคไว้ดังนี้
      
    1. โรคที่เกี่ยวกับสายตา
     
         ต้อหิน ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม โรคเหล่านี้จะทำให้การมองเห็นในช่วงเวลากลางคืนนั้นไม่ชัด สำหรับคนที่เป็นต้อหินนั้น จะทำให้การมองเห็นมุมมองของสายตานั้นจะแคบลง ทำให้มองเห็นภาพบริเวณรอบๆได้ไม่ดี
    รวมถึงการมองเห็นแสงไฟบอกทาง หน้าไฟหน้ารถที่พล่ามัวได้อีกด้วย
     
    2. โรคทางสมอง
     
         โรคทางสมองที่ยังเป็นไม่มาก อย่าง อาการหลงลืม โดยการขับขี่รถยนต์นั้นหากมีอาการหลงลืม นอกจากจะทำให้ลืมเส้นทางแล้วนั้น อาจจะทำให้ระบบสมาธิมีปัญหาจนทำตัดสินใจเร่งด่วนได้ยากลำบาก 
    เพราะบางทีสมาธิในการขับรถนั้นก็อาจจะมีน้อยลงด้วย
     
    3. โรคหลอดเลือดสมอง
     
         โรคหลอดเลือดในสมอง ทำให้แขนขานั้นไม่มีแรงขับรถ หรือ เหยียบคันเร่ง เหยียบเบรก บางคนนั้นอาจมีการเกร็งและชักกระตุก หรือ ขากระตุก ส่งผลต่อการเหยียบเบรกหรือเหยียบคันเร่ง  
    บางคนประสานงานแขนกับขาได้ไม่ดีหรือระบบสมองอาจสั่งการได้ไม่ดีเช่นเดิม และความไวของการตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆ ลดลงอีกด้วย
     
    4. โรคพาร์กินสัน
     
         เป็นโรคที่มีอาการเกร็ง มือสั่น เท้าสั่น ทำอะไรช้าลง ทำให้ขับรถได้ไม่ดี เป็นโรคที่ผู้ป่วยนั้นเกิดอาการทางระบบประสาท ทั้งการเคลื่อนไหวช้า อาการสั่น มักจะสั่นขณะอยู่เฉยๆ แต่หากขยับตัวนั้นการสั่นก็จะลดลง 
    แต่ก็ถือว่าเป็นความเสี่ยงพอสมควรสำหรับการขับขี่รถ
     
    5. โรคลมชัก
     
         จะเป็นโรคที่จะมีอาการเกร็งชัก และกระตุกโดยที่ไม่รู้สึกตัว โดยเป็นโรคที่สามารถเกิดได้กับผู้คนทุกเพศทุกวัย ซึ่งอาจเกิดมาจากหลากหลายสาเหตุ เกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าในสมอง 
    หากถูกกระตุ้นมากไปก็จะทำให้เกิดอาการชักได้ โดยแต่ละครั้งที่เกิดอาการชักนั้นจะขึ้นอยู่กับว่าสมองส่วนไหนที่ถูกกระตุ้น
     
    6. โรคไขข้อ ข้อเสื่อม ข้ออักเสบต่างๆ
     
         โรคเหล่านี้จะมีผลกระทบต่อการขับรถโดยตรง หากการเจ็บปวดเกิดขึ้นจะทำให้เราไม่สามารถใช้ร่างกายของเราได้อย่างเต็มที่ หรือการขยับตัวลำบาก หรือไม่สามารถนั่งขับรถแบบนานๆ ได้
     
    7. โรคหัวใจ
     
         โรคหัวใจนั้นเป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอก หรือ แน่นหน้าอกได้ เมื่อต้องขับรถนานๆ หรือ สภาพความเครียด ความกดดันจากรถติด หรือปัญหาการจราจร
     
    8. โรคเบาหวาน
     
         โรคเบาหวานจะทำให้ผู้ป่วยนั้น มีอาการหน้ามืด ใจสั่น สมาธิไม่ดี ตาพร่า และน้ำตาลในเลือดนั้นมีปริมาณต่ำลง จะทำให้ความสามารถในการขับขี่นั้นลดตามลงไปด้วย
     
     โดยโรคเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นโรคที่มีความเสี่ยงต่อการตัดสินใจ และ เป็นโรคที่ส่งผลต่อสภาพร่างกายโดยตรงทั้งนั้น ทำให้ความสามารถในการขับขี่รถยนต์นั้นมีน้อยลง 
     หากมีโรคประจำตัวต่าง ๆ หรือโรคที่มีความเสี่ยงอย่างโรคข้างต้นนั้น ควรหลีกเลี่ยงการขับขี่รถยนต์จะดีที่สุดนะคะ เพื่อความปลอดภัยของตัวเราและผู้ร่วมทาง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเวลา 
    หากมีความจำเป็นที่ต้องเดินทางจริงนั้นควรให้ผู้อื่นขับรถยนต์ให้ หรือ โดยสารรถสาธารณะก็จะช่วยเซฟได้มากกว่าจ้า
     
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%

  • alt

    5 สิ่งที่ไม่ควรทำ สำหรับรถเกียร์ออโต้

    5 สิ่งไม่ควรทำเด็ดขาดถ้าคุณขับรถเกียร์ออโต้
     
    เชื่อว่าหลากหลายท่านผู้ใช้รถในปัจจุบันนี้ใช้รถเกียร์ออโต้เป็นยานพาหนะเป็นจำนวนมาก และหลายท่านก็อาจประสบพบปัญหาเรื่องเกียร์ออโต้อยู่ใช่น้อย เปลี่ยนชุดเกียร์ก็หลายบาท วันนี้บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด
    ขอแนะนำ 5 อย่างไม่ควรทำเด็ดขาดถ้าคุณขับรถเกียร์ออโต้ เพื่อรักษา และถนอม ยืดอายุเกียร์ออโต้ของท่านให้ใช้ไปได้อีกนาน ไปดูกันเลยจ้าา
     
     
    1.ไม่ควรปล่อยรถไหลในตำแหน่งเกียร์ N
     
         การปล่อยรถไหลในตำแหน่งเกียร์ N เป็นพฤติกรรมทำร้ายชุดเกียร์โดยตรง สืบเนื่องจากชุดปั๊มน้ำมันเกียร์จะหยุดการฉีดจ่ายน้ำมัน เกียร์ซึ่งจำเป็นต่อการหล่อลื่นชุดเกียร์ จะทำให้ชุดเกียร์เกิดความร้อนสูงมากกว่าปกติ 
    และทำให้ฟันเฟืองเกิดความเสียหายได้ในระยะยาว
     
    2.หากจอดบนทางลาดให้ใช้เบรกมือช่วย
     
         การจอดรถบนทางลาดชัน คนส่วนใหญ่มักใช้วิธีใส่เกียร์ P เพื่อป้องกันรถไหลเพียงอย่างเดียว แต่ทางที่ดีควรใช้เบรกมือควบคู่กันไปด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้สลักเกียร์ต้องแบกรับน้ำหนักตัวรถมากจนเกินไป
    ส่วนวิธีจอดรถบนทางลาดชันที่เหมาะสมนั้น หลังจากจอดรถเสร็จอย่าเพิ่งใส่เกียร์ P ทันที ระหว่างที่เหยียบแป้นเบรกอยู่ ให้ดึงเบรกมือขึ้นจนสุด ค่อยๆปล่อยเท้าออกจากแป้นเบรกให้มั่นใจว่ารถไม่ไหล จากนั้นจึงค่อยผลักตำแหน่งเกียร์ไปยัง P 
    ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เบรกเป็นตัวรับภาระน้ำหนักรถแทน และหลังจากที่สตาร์ทรถเพื่อขับออกไปนั้น ให้ปลดเกียร์ออกจากตำแหน่งเกียร์ P ก่อน (จะใส่เกียร์ R N หรือ D ก็ตามแต่) แล้วจึงปลดเบรกมือ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยป้องกันความเสียหายกับชุดเกียร์ได้
     
    3.ออกตัวแบบกระชาก
     
         การออกตัวกระชากด้วยการเร่งรอบเครื่องยนต์ในตำแหน่งเกียร์ว่างแล้วใส่เกียร์ D เพื่อให้รถพุ่งออกไปอย่างรวดเร็วนั้น จะทำให้ชุดเกียร์และเพลาขับต้องรับแรงบิดที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลให้เกิดความเสียหายได้ในระยะยาว
     
    4.คิกดาวน์เป็นประจำ
     
         การคิกดาวน์ คือ การกดแป้นคันเร่งจมมิดเพื่อเปลี่ยนอัตราทดเกียร์ จะช่วยให้รถพุ่งไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับการเร่งแซงหรือขณะอยู่ในสถานการณ์คับขัน แต่การคิกดาวน์บ่อยๆ จะส่งผลให้ชุดเกียร์ต้องรับแรงบิดที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
    ส่งผลให้อายุการใช้งานของเกียร์ลดลง
     
    5.ลากรถแบบล้อหมุน
     
         การลากรถที่ปลอดภัย ควรลากด้วยการยกล้อขับเคลื่อนขึ้นเหนือพื้น เพื่อไม่ให้ระบบส่งกำลังได้รับความเสียหาย แต่หากมีความจำเป็นต้องลากโดยไม่ยกรถจริงๆ ก็ควรใช้ความเร็วในน้อยที่สุดราว 20-30 กม./ชม. 
    เพื่อไปยังอู่ใกล้เคียงเท่านั้น ไม่ควรลากเป็นระยะทางไกลๆ เนื่องจากการลากรถเกียร์อัตโนมัติจะทำให้เกิดความร้อนสูงในห้องเกียร์ ส่งผลให้เกียร์ได้รับความเสียหายได้
     
    และทั้งหมดนี่คือ 5 อย่างไม่ควรทำเด็ดขาดถ้าคุณขับรถเกียร์ออโต้ ทีนี้ท่านผู่อ่านก็ทราบถึงพฤติกรรมที่ไม่ควรทำเมื่อรถเกียร์ออโต้กันแล้ว เพื่อถนอม และยืดอายุเกียร์ให้ใช้งานไปอีกยาวนาน ถือว่าลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมเกียร์เป็นอย่างมาก 
    ให้ดีควรเปลี่ยนน้ำมันเกียร์ตามรอบที่กำหนด และถ้าหากต้องการรถมือสองคุณภาพดีสักคัน ต้องที่นี่เลย บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุพรรณบุรี ดูแลและให้คำปรึกษากับทุกท่านที่สนใจรถมือสอง 
    รับรองว่าท่านจะได้รับรถมือสองที่มีคุณภาพ สภาพดี ราคาถูก พร้อมบริการหลังการขายต่างๆ อีกมากมาย
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%

  • alt

    ถนนลื่น รถไถล ควรบังคับรถยังไงดี?

    ถนนลื่น รถไถล ควรบังคับยังไงดี ?
     
    กี่ครั้งแล้วที่คุณเห็นข่าวอุบัติเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นเพราะฝนตกถนนลื่น ไหนจะ รถไถล รถเหินน้ำ สารพัด อุบัติเหตุทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้น หากผู้ขับรถทุกท่านขับรถอย่างระมัดระวัง และเรียนรู้วิธีขับรถบนถนนเปียกลื่นอย่างถูกวิธี 
    ดังนั้นวันนี้ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด จึงหยิบเอาเรื่องการบังคับรถบนถนนลื่น บังคับยังไงไม่ให้รถไถล มาให้ทุกคนได้ชมกัน รับรองมีประโยชน์แน่นอนในช่วงหน้าฝนแบบนี้
     
    1. ใช้เกียร์สูงกว่าปกติขณะขับ
    เมื่อเห็นว่าถนนเปียกลื่นหรือมีโคลนเยอะ ควรออกตัวด้วยการใช้เกียร์สูงกว่าปกติ เช่นออกตัวด้วยเกียร์ 2 แทนที่จะเป็นเกียร์ 1 ตามปกติ หรือระหว่างขับอาจปรับเกียร์ประมาณระดับ 3 – 4 เพื่อให้ล้อมีแรงบิดน้อยลดการลื่นไถล 
    และเป็นการถนอมยางด้วยนั่นเองค่ะ
     
    2. ลดความเร็วในการขับขี่
    นอกจากเกียร์สูงแล้ว ผู้ขับขี่ควรลดความเร็วในการขับขี่ด้วยนะคะ ความเร็วที่เหมาะสม มั่นใจว่ายังไงก็ปลอดภัยคือประมาณ 40-60 กม.ต่อชม.
     
    3. ใช้โหมดการขับขี่ที่ช่วยให้รถเกาะถนนดีขึ้น
    อันนี้ขึ้นอยู่กับรถของแต่ละคนนะคะ ซึ่งโหมดที่ยกมาให้ทุกคนรู้ เช่น สำหรับใครที่ขับ BMW อาจมีโหมด Sport ซึ่งเป็นโหมดที่ทำให้ช่วงล่างของรถเกาะถนนดีขึ้น หรือหากเป็นรถยุโรป ส่วนมากจะมีโหมด Winter 
    ซึ่งมีไว้สำหรับขับขี่บนถนนลื่นน้ำแข็งเกาะ แต่ก็สามารถใช้กับถนนลื่นหลังฝนตกได้ดีเช่นกัน ฉะนั้นเมื่อต้องขับขี่บนถนนลื่น จึงควรใช้โหมดต่างๆ ของเราให้เป็นประโยชน์นะคะ
     
    4. เข้าโค้งอย่างระมัดระวัง
    การเข้าโค้งขณะถนนเปียก สิ่งที่สำคัญมากคือเราควรจะชะลอรถก่อนจะตีวงโค้ง เพราะหากรถมาเร็วเกินอาจลื่นไถลได้ง่ายมาก นอกจากนั้นเรื่องวงเลี้ยงก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะหากตีวงโค้งมากเกินไป 
    ท้ายรถจะเริ่มส่ายซึ่งหากยางรถของคุณไม่เกาะถนนอยู่แล้ว อาจทำให้รถแหกโค้ง หรือรถหมุนจนเสียการควบคุมได้ ดังนั้นควรตีวงโค้งให้พอเหมาะโดยการใช้วิธีผ่อนเท้าแตะเบรกขณะเข้าโค้ง และพยายามควบคุมทิศทางของรถให้อยู่บนถนนพอดี
     
    รู้เทคนิคดีๆ ไปเตือนใจระหว่างขับรถช่วงหน้าฝนกันหมดแล้ว หวังว่าตลอดหน้าฝนนี้ทุกคนคงขับขี่อย่างปลอดภัยกันถ้วนหน้านะคะ
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%

  • alt

    6 เคล็ดลับขับรถประหยัดน้ำมัน

    6 เคล็ดลับ ขับรถประหยัดน้ำมัน
     
    ช่วงนี้หลายๆคนคงเห็นว่า น้ำมันราคาขึ้น-ลงอยู่เป็นประจำ และแน่นอนคงไม่มีใครที่อยากจะจ่ายเงินเพื่อเติมน้ำมันบ่อยๆ และหากมีวิธีที่จะช่วยให้คุณไม่ต้องเติมน้ำมันบ่อยเท่าเดิม ก็คงจะดีไม่น้อย "การปรับ วิธีขับรถ" คือคำตอบ เพราะลักษณะนิสัยการขับขี่ที่ไม่เหมาะสมนั้นเปรียบเสมือนการเทเงินทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย
    พฤติกรรมการขับขี่มีผลต่อการใช้น้ำมันและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อกิโลเมตรอย่างไร และพบว่า ลักษณะนิสัยการขับขี่แบบ Eco-driving หรือ การขับขี่อย่างชาญฉลาดเพื่อประหยัดพลังงาน จะช่วยลดทั้งอัตราการใช้น้ำมันและการปล่อยไอเสียได้มากที่สุดถึง 25 เปอร์เซ็นต์ 
    เมื่อเทียบกับการขับขี่แบบ "ค่าเฉลี่ยปกติ" ซึ่งการปรับเปลี่ยนวิธีการขับขี่เพียงเล็กน้อยจะสามารถประหยัดน้ำมันได้อย่างมากมาย บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด มีเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะทำให้คุณเป็นผู้ขับขี่ที่ช่วยประหยัดน้ำมัน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มีดังนี้
     
    1.ขับอย่างนิ่มนวล
     
    การขับขี่แบบก้าวร้าว เช่น การเหยียบคันเร่งอย่างรวดเร็วและการเบรคแบบกระทันหัน การขับแบบนี้ทำให้สูญเสียเชื้อเพลิงเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ผู้ขับขี่จึงควรค่อยๆ เร่งความเร็วพยายามอย่ากระชาก เบรคอย่างนุ่มนวล ทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้าประมาณ 3-5 เมตร และไม่เปลี่ยนเลนไปมาโดยไม่จำเป็น
     
    2.ลดความเร็วลง
     
    การขับรถเร็วนั้นกินน้ำมันมาก การลดความเร็วจาก 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มาเป็น 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะช่วยให้คุณเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันได้ถึง 10-15 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ คุณควรขับรถด้วยความเร็วคงที่ เพราะการเร่งความเร็วบ่อยๆ ทำให้รถต้องส่งน้ำมันไปที่เครื่องยนต์มากขึ้น
     
    3.อย่าติดเครื่องทิ้งไว้
     
    เครื่องยนต์ในปัจจุบันไม่ต้องการการอุ่นเครื่อง คุณสามารถสตาร์ทรถและค่อยๆ ขับออกไปได้ทันที การติดเครื่องไว้เป็นเวลานานนั้นเป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มมากยิ่งขึ้น และยังสิ้นเปลืองน้ำมันโดยใช่เหตุ
     
    4.อย่าบรรทุกของที่ไม่จำเป็น
     
    บางคนชื่นชอบการเก็บของไว้ในรถ หรือท้ายรถ เพื่อความสะดวกสบาย แต่ยิ่งรถหนักก็จะทำให้เครื่องยนต์ยิ่งใช้น้ำมันเพิ่มมากขึ้นในระหว่างที่เราเร่งเครื่อง การลดจำนวนของที่เก็บไว้ท้ายรถหรือที่เบาะหลังจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน เนื่องจากเครื่องยนต์จะใช้น้ำมันน้อยลงตอนเร่งเครื่อง
     
    5.ลดการต้านลม
     
    การติดกล่องใส่ของขนาดใหญ่หรือรถจักรยานไว้บนหลังคาเป็นการเพิ่มจุดต้านลม ขอแนะนำให้พยายามใส่ของหรืออุปกรณ์ต่างๆ ไว้ภายในหรือติดไว้ที่ท้ายรถ พร้อมปิดกระจกและหลังคาซันรูฟ เพื่อช่วยลดการต้านลม และเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน
     
    6.ใช้โหมด Cruise Control
     
    รถยนต์ในปัจจุบันเริ่มมีปุ่มโหมด Cruise Control ซึ่งเป็นปุ่มที่ช่วยในเรื่องของการประหยัดน้ำมัน การใช้โหมด Cruise Control จะช่วยให้คุณไม่เผลอขับรถเร็วและใช้น้ำมันอย่างสิ้นเปลืองโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ ยังช่วยคงความเร็วของรถ และไม่ใช้น้ำมันเพิ่มเติมเวลาเร่งเครื่อง
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%

  • alt

    ควรเว้นช่องว่างจากคันหน้าเท่าไหร่ดี??

    อุบัติเหตุรถชนท้ายกันมีให้เห็นกันอยู่ทุกวัน ซึ่งส่งผลอย่างยิ่งสำหรับผู้ขับขี่ทั้ง 2 ฝ่ายนอกจากเสียทรัพย์แล้ว แถมยังเสียเวลา และยังส่งผลทำให้สภาพการจราจรติดขัดยิ่งขึ้น 
    จึงมีข้อสงสัยจากผู้ขับขี่โดยเฉพาะผู้ขับรถหน้าใหม่ หรือยังมีประสบการณ์ไม่มากนักว่า การขับรถระยะห่างคันหน้า ต้องอยู่ที่เท่าไร วัดกันแบบไหน 
    ถึงจะปลอดภัยและสามารถหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุชนท้ายกัน
     
    เมื่อต้องไปสอบในขับขี่ จะมีคำถามอยู่ในข้อสอบข้อหนึ่งถามว่า พ.ร.บ.จราจรทางบกฯ ผู้ขับขี่ต้องขับขี่รถห่างจากคันหน้าเท่าไร คำตอบที่ถูกต้องคือ 
    ห่างจากรถคันหน้าพอสมควรในระยะที่หยุดรถได้โดยปลอดภัยในเมื่อจำเป็นต้องหยุด แต่เมื่อมองตามหลักปฏิบัติแล้ว การเว้นระยะห่างคันหน้านั้นมีด้วยกันหลายตัวแปร 
    ไม่ว่าจะเป็นสภาพการจราจร โดยเฉพาะในเมือง ที่การเคลื่อนตัวด้วยความเร็วไม่สูงมาก เว้นระยะห่างมากเกินไป ก็ยิ่งทำให้สภาพการจราจรไม่คล่องตัว ความเร็วที่ใช้ 
    สภาพพื้นผิวถนน รวมไปถึงสภาพอากาศ
     
    อย่างน้อยผู้ขับขี่จะต้องจำและสร้างความเคยชินคุ้นเคยกับรถคุณและการขับขี่ของคุณ ว่าระยะทางที่ต้องใช้ในการหยุดรถเท่านี้เป็นระยะที่มีความปลอดภัยมากที่สุด 
    ถ้าระยะที่น้อยกว่านี้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ จะต้องชะลอความเร็วเพื่อเพิ่มระยะห่าง อาจพอสรุปเพื่อให้สามารถเทียบเป็นระยะทางได้ง่ายๆ ดังนี้ 
    ทุกๆ อัตราเร็ว 10 กม./ ชม. จะเว้นระยะห่างไว้ 5 เมตร เช่น อัตราเร็ว 50 กม./ชม. จะเว้นระยะห่างไว้ 25 เมตร แต่ในสภาพภูมิอากาศที่แย่ ไม่ว่าจะเป็นการมองเห็น 
    สภาพถนนที่ลื่น ควรเพิ่มระยะห่างอย่างน้อยสองเท่า
     
    กะระยะห่างจากคันหน้า 2 วินาที
    ในกรณีที่ผู้ขับขี่ต้องวิ่งบนถนนที่ต้องใช้ความเร็วค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นบนทางด่วน มอเตอร์เวย์ หรือไฮเวย์ คุณต้องมีระยะห่างจากรถคันหน้า 2 วินาทีขึ้นไป 
    ซึ่งหมายถึงระยะห่างจากรถยนต์คันหน้าเมื่อเทียบเป็นระยะเวลาในการวิ่งรถแล้วไม่ต่ำกว่า 2 วินาที ในกรณีของสภาพภูมิอากาศที่แย่ เช่น ถนนเปียก ฝนตก 
    ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อยเท่ากับ 4 วินาทีคือ เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
     
    กะระยะห่างคันหน้าด้วยการสังเกตวัตถุข้างทาง 3 วินาที
    วิธีการคำนวณแบบนี้ให้ใช้จุดอ้างอิงเทียบโดยใช้สะพาน ต้นไม้ หรือป้าย สัญญาณจราจร เมื่อรถยนต์คันหน้าเคลื่อนที่ถึงจุดอ้างอิงคุณก็พูดในใจว่า 
    “หนึ่งวินาที สองวินาที สามวินาที” ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3 วินาที คุณจะต้องขับรถยนต์ มาถึงตรงจุดอ้างอิงนั้นพอดี แสดงว่าคุณห่างจากรถยนต์คันหน้าเท่ากับ 3 วินาที 
    ซึ่งอยู่ในระยะห่างที่ปลอดภัย  แต่ถ้าคุณมาถึงจุดอ้างอิงก่อนที่คุณจะพูดจบ แสดงว่าคุณขับขี่ชิดกับรถยนต์คันหน้ามากเกินไป 
     
    สำหรับอุบัติเหตุชนท้ายกันของรถยนต์มักเกิดขึ้นเพราะว่า
     
    – ขับขี่ชิดกับรถยนต์คันหน้ามากเกินไป
     
    – ไม่สามารถเบรกได้ทันเวลา
     
    โดยผู้ขับขี่สามารถหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุเช่นนี้ได้โดยรักษาระยะห่างให้เหมาะสมและมองไปข้างหน้าไปให้ไกล อย่ามองเพียงแค่คันหน้าคุณเพียงคันเดียว 
    เพื่อให้เวลาแก่ตัวคุณอย่างเพียงพอที่จะตอบสนองด้วยการเบรกได้ทันเวลา เมื่อรู้สึกว่าขับขี่ชิดกับรถยนต์คันหน้ามากเกินไป 
    คุณควรชะลอความเร็วลงทีละน้อยเพื่อเพิ่มระยะห่างให้เหมาะสม
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%

  • alt

    5 เทคนิค การใช้งาน กล้องติดรถยนต์

    เทคนิคการใช้งาน “กล้องติดรถยนต์” ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
     
    ในปัจจุบันนี้กล้องติดรถยนต์นั้นถือว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะมีประโยชน์อย่างมากในกรณีเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด ใช้เป็นเครื่องยืนยันหลักฐานความถูก-ผิดให้กับเจ้าของรถได้ และบางครั้งอาจใช้เป็นหลักฐานให้กับเพื่อนร่วมทางได้อีกด้วย 
    แต่กล้องติดรถยนต์ในปัจจุบันหลายรุ่นยังมีฟังก์ชั่นต่างๆ มากมาย ที่เอื้อประโยชน์ต่อการใช้งาน แน่นอนว่าหลายท่านคงอาจจะใช้งานกล้องติดรถยนต์ได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพหรือครบทุกฟังก์ชั่น
    วันนี้ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด จึงมีคำแนะนำดีๆ เพื่อให้ใช้งานกล้องติดรถยนต์ได้เต็มประสิทธิภาพสูงสุด เราไปดูกันเลยว่าต้องทำอย่างไรบ้าง?
     
    1.ตั้งหน่วงเวลาปิด
    กล้องติดรถยนต์หลายรุ่นสามารถตั้งหน่วงเวลาปิดเครื่องได้ ซึ่งจะมีประโยชน์ขณะสตาร์ทเครื่องยนต์ เพราะแม้ว่ารถจะตัดไฟชั่วคราวขณะบิดกุญแจสตาร์ท 
    แต่ตัวกล้องจะยังคงสามารถทำงานต่อเนื่องได้โดยไม่ขาดจังหวะ
     
    2.ตั้งปิดหน้าจอไม่แยงสายตา
    การตั้งปิดหน้าจอขณะขับขี่จะช่วยให้แสงจากหน้าจอไม่แยงสายตาได้โดยเฉพาะเวลากลางคืน ซึ่งหลายรุ่นแม้ว่าหน้าจอจะดับลง 
    แต่ยังมีสัญญาณไฟเพื่อแจ้งว่ากล้องกำลังทำงานอยู่
     
    3.ตั้งเวลาแบ่งไฟล์วีดีโอ
    กล้องติดรถยนต์สามารถบันทึกเหตุการณ์ได้อย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งความยาววีดีโอออกเป็นไฟล์ย่อยๆ สามารถเลือกได้ตั้งแต่ 1-10 นาที (แล้วแต่ยี่ห้อ/รุ่น) 
    ยิ่งความยาววีดีโอสั้นมากเท่าไหร่ จะช่วยให้ไฟล์มีขนาดเล็กลงและสะดวกต่อการโอนย้าย แต่ก็จะสูญเสียความต่อเนื่องของวีดีโอไป
     
    4.ใช้ปุ่มบันทึกฉุกเฉินเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
    เนื่องจากกล้องติดรถยนต์จะบันทึกวีดีโอในลักษณะลูป คือทันทีที่เมมโมรี่เต็ม กล้องจะกลับไปลบไฟล์แรกสุดออก แล้วบันทึกของใหม่ลงไปแทน ดังนั้น 
    กล้องติดรถยนต์ส่วนมากจะมีปุ่มพิเศษสำหรับล็อคไฟล์สำคัญ ทันทีที่เกิดอุบัติเหตุให้กดปุ่มฉุกเฉินดังกล่าว ตัวกล้องจะล็อคไฟล์ที่กำลังบันทึกอยู่ไม่ให้ถูกลบ 
    สามารถเรียกดูย้อนหลังได้อย่างปลอดภัย ไม่ต้องกลัวไฟล์หาย
     
    5.เลือกความคมชัดสูงที่สุด
    ควรเลือกความละเอียดของไฟล์วีดีโอสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าไฟล์จะมีขนาดใหญ่ แต่ไฟล์เก่าที่ไม่ได้ใช้งานจะถูกลบออกโดยอัตโนมัติ 
    ทางที่ดีควรเลือกใช้เมมโมรี่ที่มีความจุสูง จะช่วยให้บันทึกเหตุการณ์ได้นานยิ่งขึ้น
     
     
     
    ทั้งหมดนี่คือเทคนิคดี ๆ เพื่อการใช้งาน “กล้องติดรถยนต์” ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นประโยชน์ต่อการใช้เป็นหลักฐานให้มากที่สุด 
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%

  • alt

    น้ำมันแก๊สโซฮอล์คืออะไร แต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร

    น้ำมันแก๊สโซฮอล์ คืออะไร แต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร
     
    โครงการน้ำมันแก๊สโซฮอล์ เริ่มจากแนวคิดพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่9 ในการหาสิ่งมาทดแทนพลังงานที่กำลังจะหมดไปของน้ำมัน+กับแนวทาง
    การแก้ปัญหาของพืชผักที่มีราคาตกต่ำ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 โดยแนวทางหลักๆ คือ การนำแอลกอฮอล์ที่ได้จากการสกัดพืชอ้อยของเกษตรกรชาวไทยที่กำลังมีปัญหา 
    นำมาผสมผสานกับน้ำมันเบนซิน จนกลายมาเป็นพลังงานทดแทน แก๊สโซฮอล์ (Gasohol) จนถึงปัจจุบัน
     
    แต่ก่อนสารที่ใช้เติมน้ำมันเบนซิน 95 จะใช้เป็น Methyl Tertiary Butyl Ether หรือเรียกสั้นๆว่า MTBE แต่น้ำมันแก๊สโซฮอล์จะถูกปรับให้ใช้ 
    แอลกอฮอล์ที่สกัดจากมันสำปะหลัง ข้าวโพด ข้าว และอ้อย เรียกว่าเอทานอล หรือ Ethyl Alcohol 99.5%
     
    - แก๊สโซฮอล คือ การเอาน้ำมันเบนซินธรรมดาพื้นฐาน มาผสมกับแอลกอฮอลที่มากจากพืชผลการเกษตร จนกลายเป็นน้ำมันสูตรใหม่เรียกว่า “Gasohol”
     
    - น้ำมันแก๊สโซฮอล 91 คือ น้ำมันที่ได้จากการนำน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วธรรมดาๆผสมกับ เอทานอล หรือเอทิแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol) 
    ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 99.5% ในอัตราส่วน 10 % จึงได้ออกมาเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอลออกเทน 91 โดยยังคงคุณสมบัติในการใช้งานกับเครื่องยนต์ 
    เช่นเดียวกับน้ำมันเบนซินออกเทน 91 แบบปกติ
     
    - น้ำมันแก๊สโซฮอล 95 คือ น้ำมันเชื้อเพลิงที่ได้จากการนำน้ำมันเบนซินไร้สารตะกั่วผสมกับเอทานอล หรือเอทิแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol) 
    ซึ่งเป็นแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 99.5% ในอัตราส่วน 10 % เพื่อทดแทนสาร MTBE (Methyl Tertiary Butyl Ether) 
    จึงได้ออกมาเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล ออกเทน 95 โดยยังคงคุณสมบัติในการใช้งานกับเครื่องยนต์ได้ดี เช่นเดียวกับน้ำมันเบนซินออกเทน 95 แบบปกติ
     
    - น้ำมันแก๊สโซฮอล Gasohol (E20) น้ำมันเบนซิน ที่มีส่วนผสมของเอทิลแอลกอฮอล์หรือเอทานอล (Ethyl Alcohol) ชนิดความบริสุทธิ์ 99.5% 
    ในอัตราส่วน 20% กับน้ำมันเบนซินชนิดพิเศษ (Base Gasohol) 80% *ในอัตราส่วนขนาดนี้จะมีข้อยกเว้นสำหรับรถยนต์รุ่นๆเก่าๆ 
    ที่ท่อยางส่งน้ำมันเริ่มเสื่อมสภาพ และระเหยไว
     
    น้ำมันแก๊สโซฮอล Gasohol E85 น้ำมันแก๊สโซฮอลที่ผสมเอทานอลบริสุทธิ์สูงถึง 85% กับ เบนซิน15% เป็นเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Environmentally Friendly Fuel) 
    เนื่องจากมลพิษที่ปล่อยจากไอเสียและก๊าซเสียต่างๆน้อยมากเมื่อเทียบกับเบนซินแบบธรรมดา ปัจจุบันนิยมแพร่หลายใช้ในบราซิล สวีเดน และอเมริกา 
    *ในอัตราส่วนขนาดนี้จะมีข้อยกเว้นสำหรับรถยนต์รุ่นๆเก่าๆ ที่ท่อยางส่งน้ำมันเริ่มเสื่อมสภาพ และระเหยไว
              
    ข้อดีของแก๊สโซฮอล์ นอกจากจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันลงจากเมื่อก่อนแล้ว ยังทำให้ปริมาณไฮโดรคาร์บอนมอนนอกไซด์ลดลงได้มากถึง 25-30 % อีกด้วย 
    ถือเป็นการช่วยลดมลพิษลดสภาวะ โลกร้อนไปได้อย่างมาก นอกจากข้อดีในเบื้องต้น ก็มีข้อเสียบางอย่างที่แลกมา นั้นก็คือ การระเหยที่เร็ว หรืออัตราการเร่งที่ลดลง 
    ทำให้ผู้ขับขี่บางคนที่ชอบเหยีบคันเร่งหนักๆ รู้สึกว่าน้ำมันหมดไว้กว่าเติมเบนซินปกติ อีกทั้งข้อจำกัดของรถยนต์บางชนิดที่ไม่สามารถเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20-E85 ได้อีกด้วย
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%

  • alt

    ประกันภัยรถยนต์มีกี่ชั้น และแตกต่างกันอย่างไร??

    ประกันภัยรถยนต์มีกี่ชั้น และแตกต่างกันอย่างไร
    การทำประกันภัยรถยนต์ เป็นเรื่องที่เหมาะสมและมีความเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะในยามที่เกิดเหตุฉุกเฉิน อย่างน้อยเราได้รับความคุ้มครองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นได้รับการชดเชย 
    ที่สามารถบรรเทาความเสียหายให้ลดน้อยลง แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับท่านที่กำลังสนใจแต่ยังไม่เคยได้ทำประกันภัยรถยนต์มาก่อน อาจจะมีความสงสัยอยู่บ้างเกี่ยวกับเรื่องประเภทของการทำประกัน 
    เพราะอาจจะเห็นตามสื่อโฆษณาว่ามีอยู่หลายแบบหรือหลายชั้น จนไม่แน่ใจว่าควรทำแบบไหนดีและมันแตกต่างกันอย่างไร 
    วันนี้ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด มีสาระดีๆเกี่ยวกับการทำประกันรถยนต์นั้นมีกี่แบบกี่ชั้นและมันมีความเหมือนหรือแตกต่างกันในเรื่องการให้ความคุ้มครองอย่างไรบ้าง
     
    ประกันภัยรถยนต์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระดับชั้น ได้แก่…
     
    ประกันภัยชั้นที่ 1
    คุ้มครองกรณีความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร
    คุ้มครองกรณีความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร
    คุ้มครองกรณีความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของบุคลอื่นภายนอกรถ
    คุ้มครองกรณีความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคลอื่นภายนอกรถ
    คุ้มครองความเสียหายในการซ่อมแซมรถคันที่ทำประกัน
    คุ้มครองความเสียหายกรณีรถหายหรือเกิดเพลิงไหม้รถ ตามทุนประกันที่ผู้เอาประกันได้เลือกซื้อ
    คุ้มครองการประกันตัวผู้ขับขี่
     
    ประกันภัยชั้นที่ 2
    คุ้มครองกรณีความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร
    คุ้มครองกรณีความเสียหายต่อทรัพย์สินของผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร
    คุ้มครองกรณีความเสียหายต่อชีวิตและร่างกายของบุคลอื่นภายนอกรถ
    คุ้มครองความเสียหายในการซ่อมรถที่ทำประกัน เฉพาะในกรณีเป็นรถด้วยกันและต้องมีคู่กรณี
    คุ้มครองความเสียหายกรณีรถหายหรือเกิดเพลิงไหม้รถ
    คุ้มครองการประกันตัวผู้ขับขี่
     
    ประกันภัยชั้นที่ 3
    คุ้มครองกรณีความเสียหายต่อบุคลภายนอกและผู้โดยสาร
    คุ้มครองต่อทรัพย์สินของบุคลภายนอก
    คุ้มครองการประกันตัวผู้ขับขี่
     
    ประกันภัยชั้นที่ 4
    คุ้มครองเฉพาะกรณีเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคลภายนอก
     
    นี่คือรายละเอียดของการให้ความคุ้มครองในการทำประกันภัยรถยนต์แต่ละแบบ และในปัจจุบันมีเพิ่มเติมมาอีก เรียกเป็นประเภท + ซึ่งอาจจะได้แก่ ประกันภัยชั้น 2 + 
    หรือ ชั้น 3 + ซึ่งจะมีการเพิ่มเติมความคุ้มครองพิเศษบางประการเข้าไป ซึ่งก็แล้วแต่กรณี ข้อมูลที่เราให้เป็นลักษณะกว้างๆ รวมๆ 
    หากต้องการรายละเอียดในการ ประกันภัยรถยนต์ ที่ชัดเจน พร้อมโปรโมชั่น หรือสิทธิพิเศษ สามารถติดต่อสอบถามได้จากบริษัทประกันที่ท่านสนใจ 
    เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ แต่ที่แน่ๆ รถทุกคันควรมีการทำประกันเอาไว้ เพื่อความปลอดภัยและการได้รับความคุ้มครองเพื่อชดเชยในยามที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน 
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%

  • alt

    เกียร์ออโต้!! แบบ "เลื่อนตรง" หรือ "ขั้นบันได" แตกต่างกันอย่างไร?

    รู้ไหมต่างกันอย่างไรระหว่างแป้นเกียร์ออโต้แบบ “เลื่อนตรง” กับ “ขั้นบันได” !!!
     
    รูปแบบแป้นเกียร์อัตโนมัติในรถยนต์แต่ละรุ่นมีความแตกต่างกันออกไป บางรุ่นเป็นแบบเลื่อนตรง บางรุ่นเป็นแบบขั้นบันได ทั้งสองรุ่นแตกต่างกันอย่างไรบ้าง? 
    วันนี้ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด เปรียบเทียบความแตกต่างของทั้งสองแบบมาให้ทุกท่านกันค่ะ
     
    แป้นเกียร์แบบเลื่อนตรง
     
    แป้นเกียร์แบบเลื่อนตรงเป็นที่นิยมมากที่สุดในรถเกียร์ออโต้ปัจจุบัน เนื่องจากเข้าใจง่าย ไม่สลับซับซ้อน โดยผู้ขับขี่จำเป็นต้องกดปุ่มเพื่อเลื่อนคันเกียร์ในบางตำแหน่ง เช่น P ไป R, R ไป P, N ไป R หรือ 2 ไป L เป็นต้น 
    ซึ่งการที่ต้องกดปุ่มก่อนเลื่อนคันเกียร์ เพื่อเป็นการป้องกันการเข้าเกียร์โดยไม่ตั้งใจนั่นเอง
     
    แต่การเลื่อนเกียร์ไปบางตำแหน่ง ก็ไม่จำเป็นต้องกดปุ่มเสมอไป เพราะจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายมากขึ้น และยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยหากเกิดกรณีฉุกเฉิน เช่น N ไป D, D ไป N, R ไป N หรือ D ไป D3 เป็นต้น
     
     
    แป้นเกียร์แบบขั้นบันได
     
    ส่วนแป้นเกียร์แบบขั้นบันได มีข้อดีอย่างแรก คือ ความหรูหรา ดูดีมีราคากว่าแบบเลื่อนตรงปกติ ขณะที่การเปลี่ยนเกียร์ไปยังตำแหน่งต่างๆ ก็เหมือนกับแป้นเกียร์แบบตรง เพียงแต่ใช้วิธีผลักคันเกียร์ไปทางด้านซ้ายแทนเพื่อปลดล็อค 
    (ในกรณีเป็นรถพวงมาลัยขวา) ซึ่งตำแหน่งที่ต้องมีการผลักคันเกียร์ไปทางซ้ายก็จะคล้ายกับเกียร์ตรง เช่น P ไป R, R ไป P และ D ไป R เป็นต้น
     
    ขณะที่การเปลี่ยนเกียร์บางตำแหน่งก็ไม่ต้องผลักคันเกียร์เช่นเดียวกัน เช่น N ไป D, D ไป N หรือ R ไป N
     
    ซึ่งการใช้งานจริงทั้งสองแบบแทบไม่แตกต่างกัน หากใครไม่เคยใช้แบบขั้นบันไดมาก่อน ก็สามารถเรียนรู้ได้ไม่ยากเย็นเลย แต่ถ้าหากสนใจ “รถมือสอง” ไว้ใช้งานสักคัน 
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%

  • alt

    5 ข้อจำขึ้นใจ ขับรถปลอดภัยในหน้าฝน

    5 ข้อจำขึ้นใจ ขับรถปลอดภัยในหน้าฝน
     
    ไม่ว่าจะฤดูไหนๆ เราทุกคนก็ยังต้องเดินทางใช้รถใช้ถนนตามปกติ แต่ที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด เป็นห่วงสวัสดิภาพของทุกคนมากกว่าฤดูอื่นก็คือ ฤดูฝนนี่ละค่ะ วันนี้จึงขอมาแนะนำวิธีการขับรถหน้าฝนให้ปลอดภัย ทำตามได้ไม่ยาก มีอะไรบ้างมาดูกัน
     
     
    1. เช็คระบบไฟ , ที่ปัดน้ำฝน , ยางรถ และเบรคให้พร้อม
    ในหน้าฝนจะต้องเตรียมสภาพรถให้พร้อมรับอากาศชื้นแฉะมากกว่าปกติ เช่น ระบบไฟส่องสว่างและไฟสัญญาณต่างๆ สภาพของยางปัดน้ำฝน ระดับน้ำฉีดกระจก ระบบเบรค ความพร้อมของยาง และดอกยาง เช็คแรงดันลมยาง
     
    2. อย่าเหยียบเบรคกระทันหันหรือเบรคบ่อยเกินความจำเป็น
    เราควรเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่เป็นพิเศษเพราะถนนจะลื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ฝนตกใหม่ๆ นอกจากนี้ยังควรระวังในการเหยียบเบรค อย่าเหยียบโดยไม่จำเป็น หลีกเลี่ยงการเหยีบเบรคกระทันหันเพราะสภาพการยึดเกาะของยางกับถนนน้อยลงนั่นเอง
     
    3. อย่าขับรถเร็วเกินไป
    เลือกใช้ความเร็วรถให้เหมาะกับสภาพถนนและการมองเห็นเสมอ อย่าขับรถเร็วเกินไปเพราะจะทำให้ควบคุมยาก นอกจากนี้ควรขับโดยทิ้งระยะห่างขณะขับตามรถคันหน้าให้มากกว่าปกติเป็น 2 เท่าเพื่อลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุด้วยนะคะ
     
    4. ถ้าต้องลุยน้ำต้องปิดแอร์ ใช้เกียร์ต่ำ
    ขับรถในหน้าฝนต้องเพิ่มความสังเกตให้มากขึ้น เมื่อพบจุดที่มีน้ำขังบนถนน ต้องค่อยๆลดความเร็ว และหากต้องขับผ่านบริเวณที่น้ำขังเป็นเวลานานควรสังเกตระดับความลึกของน้ำจากรถคันหน้าหรือขอบฟุตบาทข้างทางเพื่อประเมินสถานการณ์ เพราะถ้าน้ำท่วมสูงเกินไป แล้วฝืนลุยนานๆ รถอาจดับได้
     
    ถ้าจำเป็นต้องขับลุยน้ำท่วมขังควรปิดระบบแอร์และ ใช้เกียร์ต่ำ (เกียร์ L หรือ เกียร์ 1) เพื่อไม่ให้รอบเครื่องยนต์ต่ำเกินไปน้ำอาจจะย้อนเข้าท่อไอเสียได้ และเมื่อพ้นจุดที่น้ำท่วมขังมาแล้ว อย่าลืมย้ำเบรคบ่อยๆ เพื่อรีดน้ำให้ผ้าเบรคแห้ง ป้องกันอาการเบรคลื่นด้วยนะคะ
     
    5. ฝนตกหนักจอดพักก่อน
    ข้อนี้ต้องขอร้องจริงๆ หากขับรถแล้วเจอฝนตกหนักมากๆจนไม่สามารถมองเห็นทางข้างหน้าได้ชัดเจนในระยะ 10 เมตร ควรหาที่จอดที่ปลอดภัยรอจนฝนเบาลงแล้วค่อยเดินทางต่อนะคะ เสียเวลาก็ต้องยอม หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาไม่คุ้มค่าแน่นอน
     
    ทั้งหมดนี้คือ 5 ข้อควรระวังที่อยากให้ทุกคนจำใส่ใจไว้เสมอเมื่อต้องขับรถในหน้าฝน เพื่อลดอันตรายจากอุบัติเหตุต่างๆที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าฤดูอื่นๆ
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%

  • alt

    5 สิ่งที่คนขับรถมักจะลืม

    เชื่อว่าหลายคนไม่ว่าใคร ก็ย่อมมีบ้างที่หลงๆ ลืมๆ ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม แต่การลืมในบางเรื่องบางช่วงเวลา ก็อาจนำมาซึ่งเรื่องที่ไม่พึงประสงค์สู่ตัวเราได้ 
    โดยเฉพาะการลืมในช่วงเวลาที่ต้องขับขี่รถออกไปบนท้องถนน และวันนี้เรายกตัวอย่างเรื่องราวที่คนขับมักลืม มานำเสนอให้รับทราบกัน เพื่อจะได้เป็นเครื่องย้ำเตือนว่าเป็นไปได้ไม่ควรลืมเด็ดขาด
     
     
    1. ลืมเปิดไฟเลี้ยวขณะเปลี่ยนเลน เลี้ยวซ้าย-ขวา กลับรถ หรือจอดในที่ๆ ต้องการ ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรใหญ่โต แต่รู้ไหมว่ากรณีเหล่านี้เกิดอุบัติเหตุหรือทะเลาะต่อยตีก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ 
    ฉะนั้นใช้เถอะ ไม่ต้องกลัวมันจะสึกหรอหรือทำให้รถกินน้ำมันขึ้นหรอก ผู้ผลิตเค้าคิดมาดีแล้วว่าไฟเลี้ยวมันมีประโยชน์ทั้งต่อคุณและเพื่อนร่วมถนน หมั่นฝึกใช้ไว้ให้เคยชิน ฉะนั้นท่องไว้ขับขี่ปลอดภัยอย่าลืมใช้สัญญาณไฟเลี้ยว
     
     
    2. ลืมไปว่าขับรถคร่อมเลนอยู่ เห็นกันอยู่บ่อยครั้งบนท้องถนน คนขับตามหลังมาก็เดาใจไม่ถูก ไปทางไหนก็ไม่ไป การขับไปซ้ายทีขวาที สักพักวกกลับเข้ามาเลนเดิม แถมยังคร่อมเลนไปมา ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้สูง 
    แถมเฉี่ยวชนคันอื่นมาคุณผิดแน่นอน ฉะนั้นควรจะขับให้ตรงเลนเพราะถนนก็มีเส้นตีชัดไว้อยู่แล้ว
     
     
    3. ลืมล็อครถขณะขับ อย่าคิดว่ารถทุกรุ่นจะมีระบบเซ็นทรัลล็อค (เคลื่อนรถออกไปแล้วประตูล็อคเอง) เช็คดูก่อนว่ารถคุณมีระบบดังกล่าวนี้ไหม หากไม่มีเมื่อขึ้นรถปุ๊บก็ควรกดปุ่มล็อคปั๊บทันที ทำให้เป็นสิ่งเคยชิน 
    เพราะถ้าลืม บอกเลยถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอันตรายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อคุณมีน้องๆ หนูๆ ร่วมเดิมทางไปด้วย โอกาสที่เด็กอยากรู้อยากเห็นเผลอประตูออกไป คิดดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น 
    หรือจากที่เห็นข่าวจอดรถติดไฟแดงแล้วมีโจรเข้ามาเปิดประตูขโมยของก็น่ากลัวเช่นกัน
     
     
    4. ลืมว่าตัวเองขับช้าแช่ขวาอยู่ อาจต้องแยกเป็น 2 กรณีคือตั้งใจแช่ขวาเพราะมึนไม่สนโลก กับแช่จากลืมตัวเพราะคิดว่าตัวเองขับเร็วแล้ว เอาเป็นว่าเราพูดถึงอย่างหลังดีกว่า ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับผู้ขับมือใหม่ 
    คุณรู้ไหมว่าการขับช้าวิ่งเลนขวาโดยทิ้งระยะทางห่างหลายกิโลเมตรนั้น จะส่งผลให้คนที่เค้ารีบก็แซงไม่ได้ ในทางตรงกันข้าม หากคุณรู้ว่าตอนนี้มีรถขับจี้ไล่หลังมามากๆ แถมบีบแตร เปิดไฟกระพริบใส่ ก็อาจทำให้เกิดอาการตกใจลนลานทำอะไรไม่ถูก 
    ที่สุดอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ และยังเป็นสาเหตุทำให้เกิดปัญหารถติดตามมามากมาย ฉะนั้นหากเราเผลอใจขับเลนขวาอยู่ ช่วยกรุณามองกระจกหลังด้วยว่ามีรถคันที่เร็วกว่าตามมาไหม
     
     
    5. ลืมปลดเกียร์ว่างเมื่อจอดซ้อนคัน หลายๆ ครั้งที่เราเห็นการด่าทอทะเลาะวิวาทผ่านโลกโซเชียล กับมารยาทในการจอดรถในที่สาธารณะ โดยเฉพาะลานจอดตามห้างสรรพสินค้า 
    ซึ่งหากคุณมีความจำเป็นต้องจอดซ้อนคันไม่ว่าจะจอดแป๊บเดียวหรือจะสิบยี่สิบนาทีก็ตามแต่ ควรปลดเกียร์เป็นเกียร์ว่างไว้ อย่าลืมเด็ดขาดย้ำเลย เพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่ารถคันที่อยู่ด้านในเค้าจะออกเมื่อไหร่ หรือเค้าอาจมีความจำเป็นต้องไปธุระด่วน 
    หรือเรื่องฉุกเฉินเกิดขึ้น ถ้ารปภ.มีอุปกรณ์ยกรถก็ดีไป แต่ถ้าไม่มีเมื่อไหร่รถคุณอาจพังหรือเป็นรอยได้แบบง่ายๆ จะหาว่าไม่เตือน สิ่งที่ควรฝึกไว้หลังจากจอดรถทุกครั้งคือ ก่อนเปิดประตูรถออกไป มองตำแหน่งเกียร์ว่าอยู่ที่ใดทุกครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาแบบนี้
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%

  • alt

    รถเหินน้ำ คืออะไร? อันตรายในช่วงหน้าฝนที่คุณอาจไม่ทันระวัง

    รถเหินน้ำ คืออะไร อันตรายช่วงหน้าฝน ที่คุณอาจไม่ทันระระวัง
     
    รถเหินน้ำ คืออะไร
    อุบัติเหตุบนท้องถนนนอกจากจะรถชนกันแล้ว รถเหินน้ำ ก็เป็นอีกอุบัติเหตุหนึ่งที่มีตัวก่อการคือ ฝน น้ำขัง ตามท้องถนน หรือ พื้นผิวถนนลูกรังที่มีร่องน้ำขัง ซึ่งเหล่านี้ก็คือต้นเหตุของอุบัติเหตุได้เช่นกัน
    เคยได้ยินคำว่ารถเหินน้ำกันบ้างหรือไม่ อาการรถเหินน้ำมักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยจะมีความรู้สึกขณะขับขี่ก็รู้สึกว่ารถเริ่มจะลอย ๆ ทุกครั้งที่ผ่านพื้นที่บริเวณที่มีน้ำขัง
    ตามหลักคำศัพท์ของยานยนต์เรียกว่า ไฮโดรเพลน คืออาการที่ล้อรถยนต์ลอยจากพื้นถนน คือผิวยางไม่สัมผัสกับพื้นถนนในขณะขับขี่ ซึ่งหากยางรถยนต์ไม่สามารถรีดน้ำออกจากยางได้ทัน ก็จะทำให้ยางรถยนต์ไม่ได้สัมผัสกับพื้นถนน 
    และยางรถยนต์นั้นจะหมุนอยู่บนฟิล์มน้ำบนถนนแทน และเกิดขึ้นเมื่อรถยนต์วิ่งในพื้นที่มีน้ำขังบนถนนหรือข้างทาง หรือ พื้นที่ที่มีน้ำขังเนื่องจากฝนตก น้ำท่วมรอการระบาย ซึ่งจะทำให้รถเกิดการสูญเสียการทรงตัวและไม่สามารถควบคุมรถได้เมื่อผ่านพื้นที่
    ในลักษณะแบบนั้น
     
    ทำไมอาการเหินน้ำถึงทำให้เกิดอุบัติเหตุได้
    ถึงแม้อาการรถเหินน้ำ จะเกิดขึ้นเพียงแค่เสี้ยววินาที แต่มันก็มากพอที่จะทำให้คุณสูญเสียการควบคุมรถได้ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสิ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุเมื่อเกิดอาการเหินน้ำนั้น เป็นเพราะผู้ขับขี่จับพวงมาลัยไม่แน่นพอ รวมถึงเหยียบเบรกกระทันหัน 
    ซึ่งการทำเช่นนี้จะทำให้รถเกิดหมุนคว้างอย่างรวดเร็ว ซึ่งอันตรายมากเพราะทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ เช่น รถหมุนไปชนกับสิ่งกีดขวางริมถนน หรือ บริเวณเกาะกลางถนน หรือ ในกรณีที่ถูกรถที่วิ่งตามมาด้านหลังชน
    ในขณะที่รถกำลังเสียการควบคุม
     
    รถเหินน้ำเกิดจากสาเหตุอะไร
    ล้อรถยนต์ – หากเป็นล้อรถยนต์ที่มีหน้ากว้าง และยาวกว่ารัศมีมากกว่า โอกาสเกิด ไฮโดรเพลน จะยิ่งน้อยกว่า
    ดอกยางรถยนต์ – ลักษณะของดอกยาง และความลึกของดอกยางนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก ดอกยางมีการรีดน้ำไปด้านข้างของล้อด้วย ความลึกของดอกยางนั้น ทางทฤษฎีแล้ว หากดอกยางเหลือเพียงครึ่งเดียว ความเร็วจะต้องลดลงจากเดิมประมาณ 6 กิโลเมตร
    ต่อชั่วโมง
    ความเร็วของรถยนต์ – ความเร็วของรถยนต์นั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก เพราะรถยนต์ยิ่งวิ่งมาเร็วเท่าไหร่ โอกาสที่ล้อจะรีดน้ำได้ทันนั้นจะยิ่งน้อยลง ทำให้ชั้นของน้ำนั้นหนามากกว่า และมีโอกาสก่อให้เกิดอาการเหินน้ำได้มากกว่า
    น้ำหนักของรถยนต์ – รถยนต์ยิ่งน้ำหนักมาก เมื่อเสียการควบคุมแล้ว แรงเฉื่อยจะยิ่งมากกว่า
    ลักษณะของพื้นผิวถนน – หากเป็นพื้นคอนกรีตแล้ว โอกาสเกิดเหตุการณ์จะยิ่งง่ายกว่า ถนนที่มียางมะตอยราด เพราะยิ่งมีร่องน้ำตามรูของพื้นผิวถนน นอกจากนี้ยังมีความชัน และความเอียงของพื้นผิวถนนที่เป็นปัจจัยเล็กน้อยอีกด้วย
     
    สำหรับวิธีปฏิบัติหากต้องเจอกับสถานการณ์รถเหินน้ำ
    - ต้องจับพวงมาลัยให้แน่น และควรควบคุมพวงมาลัยด้วย 2 มือ ในขณะที่ขับรถไม่ควรที่จะขับเร็ว
    - แตะเบรกเพื่อชะลอลดความเร็วของรถยนต์ ที่สำคัญอย่าเหยียบเบรกกะทันหัน เพราะไม่อย่างนั้นรถของท่านอาจะเกิดการสะบัดและสูญเสียการควบคุมการทรงตัวได้
    - ควรขับรถอยู่ในเลนกลาง เพราะแอ่งน้ำขังส่วนใหญ่มักจะอยู่เลนนอก
    - ตรวจสอบยางรถยนต์อย่างสม่ำเสมอให้แน่ใจว่ายางรถยนต์มีดอกยางในสภาพดี และควรเติมลมยางให้มีความเหมาะสมกับรถ เพราะถ้าหากยางอ่อนเกินไปจะทำให้เกิดอาการเหินน้ำได้ง่ายขึ้น
    - อย่าขับรถไปในที่ที่มีแอ่งน้ำ เพราะจะทำให้ความเสี่ยงในการเกิดอาการเหินน้ำสูงยิ่งขึ้นไปอีก
    - อย่าเหยียบคันเร่ง ถ้าพวงมาลัยรู้สึกเบา ๆ และปล่อยให้รถชะลอตัวไปและห้ามเหยียบเบรกกะทันหัน
     
    เป็นอย่างไรกันบ้าง เมื่อได้อ่านวิธีปฏิบัติเมื่อต้องเจอกับ รถเหินน้ำ แล้ว ก็จะทราบดีว่าอาการรถเหินน้ำ ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เราคิด เพียงแต่เรามีสติและรู้จักวิธีป้องกันเบื้องต้นดังที่กล่าวมาแล้วนั้น อุบัติเหตุจากอาการเหินน้ำก็เป็นเรื่องที่ไกลตัวจากเรา 
    ถึงอย่างไรเมื่อเกิดฝนตกคุณก็ควรขับรถให้ช้าลง มีสติ ไม่พูดคุยโทรศัพท์ระหว่างขับรถ เพราะจะยิ่งทำให้เราเสียสมาธิในการขับรถในสภาพฟ้าฝนไม่เป็นใจเช่นนี้
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%

  • alt

    2 สถานการณ์ ที่คนชอบใช้ไฟฉุกเฉินแบบผิดๆ

    ไฟฉุกเฉิน ใช้อย่างไรให้ปลอดภัย และไม่ผิดกฎหมาย
     
    ในการใช้รถยนต์ไฟฉุกเฉิน หรือที่คนชอบเรียกว่าไฟผ่าหมากนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่รถทุกคันจะต้องมี หลาย ๆ ท่านยังคงใช้สัญญาณไฟฉุกเฉินแบบผิด ๆ กันอยู่ทั่วไป ซึ่งนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังสามารถก่อให้เกิดอุบัติเหตุกับผู้ร่วมท้องถนนได้ และอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เลยทีเดียว บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด จึงขอนำเสนอการใช้สัญญาณไฟฉุกเฉินอย่างถูกต้อง เหมาะสม และไม่ผิดกฎหมาย มาดูกันเลยจ้า
     
    ไฟฉุกเฉิน คืออะไร?
    ไฟฉุกเฉิน หรือ Emergency Light ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าใช้เฉพาะในกรณีฉุกเฉิน ตาม พ.ร.บ. จราจร มาตรา ๙ และกฎกระทรวงข้อ ๑๑ กำหนดให้ใช้ไฟฉุกเฉิน เฉพาะกรณีรถเสียจอดอยู่กับที่เท่านั้น แต่กลับมีผู้คนมากมายใช้สัญญาณไฟชนิดนี้แบบผิด ๆ กันอยู่ให้เห็นจนชินตา และทำให้คนอื่นพาลเข้าใจผิดตาม ๆ กันไปว่านั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง
     
    สถานการณ์ที่คนชอบใช้ไฟฉุกเฉินแบบผิด ๆ
     
    1. ใช้ไฟฉุกเฉินขณะข้ามสี่แยก 
    มีผู้ใช้รถใช้ถนนหลายคน เปิดไฟฉุกเฉินขณะกำลังต้องการพุ่งตรงข้ามทางสี่แยกไป (แต่แปลกใจทำไมจะเลี้ยวหรือเปลี่ยนช่องเดินรถ ถึงไม่ค่อยเปิดไฟเลี้ยว) ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดอย่างมาก เพราะรถยนต์ที่อยู่ทางฝั่งขวาหรือซ้าย อาจเข้าใจผิดว่าคุณเปิดไฟเลี้ยว จึงไม่ชะลอความเร็วให้รถของคุณผ่านไปก่อน ส่งผลให้เกิดอบุัติเหตุตามมาได้
     
    - สิ่งที่ควรทำ 
    หยุดรถก่อนถึงแยก และมองซ้ายขวาให้แน่ใจว่าปลอดภัย ก่อนออกตัวโดยที่ไม่ต้องเปิดไฟเลี้ยว ก็จะทำให้ผู้อื่นรู้ได้ทันทีว่าคุณกำลังจะวิ่งตัดผ่านหน้าพวกเขาไป
     
    2. เปิดไฟฉุกเฉินตอนฝนตกหนัก 
    หลายท่านอ้างว่า การเปิดไฟฉุกเฉินขณะขับรถฝ่าฝนตกหนัก จะช่วยทำให้รถรอบข้างมองเห็นรถของคุณ และช่วยลดอุบัติเหตุได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเปิดไฟฉุกเฉินนั้นกลับเป็นอันตรายมากกว่า เพราะจะทำให้รถที่อยู่เลนข้างเคียง เกิดความเข้าใจผิดว่าคุณกำลังจะเลี้ยวหรือเปลี่ยนเลน อาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ อีกทั้ง ยังเป็นการรบกวนสายตาของผู้ใช้รถท่านอื่น ๆ เกินความจำเป็นด้วย นอกจากนี้ รถคันอื่น ๆ อาจจะเข้าใจผิดว่ารถของคุณกำลังจอดเสียอยู่ ส่งผลให้ต้องเบี่ยงเลนหรือหยุดรถ ทำให้รถติดไปตาม ๆ กัน
     
    -สิ่งที่ควรทำ 
    ใช้ความเร็วให้ต่ำขณะขับรถฝ่าฝนตกหนัก เปิดไฟหน้ารถ พยายามอย่าเปลี่ยนเลนโดยไม่จำเป็น ไม่ขับรถให้ชิดคันหน้ามากเกินไป หากทัศนวิสัยแย่มากจริง ๆ และทำให้คุณมองไม่เห็นไฟท้ายของรถยนต์คันหน้าในระยะ 50-100 เมตร ควรเปิดไฟตัดหมอกด้านหน้าและหลัง เพื่อให้รถคันอื่นสามารถมองเห็นคุณได้อย่างชัดเจนในระยะที่ไกลมากขึ้น โดยเมื่อทัศนวิสัยเริ่มดีขึ้น ควรปิดไฟตัดหมอกทันทีเพื่อไม่ให้แสงไปรบกวนรถคันอื่น 
     
    การใช้ไฟฉุกเฉินที่ผิดดังเช่นที่เรานำเสนอข้างต้นนั้น  หลาย ๆ ท่านอาจจะได้รับการสอนต่อ ๆ กันมาแบบนี้ เพราะคิดว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัย แต่ในความเป็นจริงกลายเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ดังนั้น ไม่ควรใช้ไฟฉุกเฉินพร่ำเพรื่อนะคะ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและผู้ใช้รถใช้ถนนท่านอื่น ๆ ค่ะ
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%

  • alt

    5 จุดบอดที่ควรระวังในขณะขับรถ

    5 จุดบอดที่ควรระวังในขณะขับรถ
    เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ใช้รถ ผู้โดยสาร หรือผู้อื่นที่ใช้ถนนร่วมกัน โดยอุบัติเหตุนั้นเกิดได้จากทั้งผู้ขับขี่เอง และเกิดได้จากตัวรถเช่นกัน 
    โดยส่วนใหญ่นั้นมากจากบรรดาจุดบอดหรือมุมอับ(Blind Spots)ของการออกแบบตัวรถนั่นเอง รถรุ่นใหม่จึงใส่บรรดาพวกกล้องต่างๆ รอบคันมาให้ 
    รวมถึงระบบเตือนมุมอับจากกระจกมองข้างมาให้เป็นต้น
     
    สำหรับผู้ที่ใช้รถยนต์แต่ไม่มีระบบช่วยเตือนเหล่านี้ เรามาลองศึกษาเทคนิคการขับรถหาบรรดาจุดบอดของตัวรถยนต์กัน จะได้คอยระวังและหาวิธีแก้ไขเมื่อเราขับรถแล้วเจอปัญหาเช่นนี้
     
    1.จุดบอดจากเสาเอ 
    เสาเอ ก็คือเสาที่ติดตั้งกระจกคู่หน้า ด้วยเทคโนโลยีการออกแบบรถยนต์รุ่นใหม่ๆ จะเน้นความเป็นสปอร์ตด้วยการปรับเสาเอให้มีความลาดเอียงมากขึ้น 
    รวมถึงมีขนาดใหญ่หรือหนาขึ้นกว่าเดิมเพื่อเสริมความปลอดภัย บางรุ่นมีการติดตั้งม่านถุงลมนิรภัยไว้ด้วย จึงทำให้เกิดจุดบอดที่สายตาเรามองไม่เห็นได้ 
    โดยเฉพาะด้านขวา เมื่อผู้ขับขี่จะเลี้ยวรถ หรือกลับรถ วิธีนี้บรรดาผู้ผลิตรถยนต์ได้แนะนำให้ผู้ขับขี่นั้นอย่าปรับเบาะนั่งให้สูงเกินไป 
    โดยให้วัดระดับศีรษะของผู้ขับขี่กับหลังคารถจะต้องมีมากกว่า 6 นิ้ว สำหรับทางเราแนะนำว่า บางทีจะต้องโยกศีรษะมาข้างหน้า หรือเอียงศีรษะมาดูบ้างแล้วแต่ เอาให้เห็นชัดเจนแล้วค่อยเลี้ยวไป
     
    2.จุดบอดจากกระจกมองข้าง 
    อันนี้เป็นจุดที่เจอกันบ่อยอย่างแน่นอนเป็นจุดที่อยู่นอกเหนือจากองศาการมองเห็นของกระจกที่เราปรับไว้ โดยส่วนใหญ่จะเป็นจุดที่ห่างจากตัวรถในจังหวะเกือบจะตีคู่กับรถของเรา 
    วิธีแก้ไขนั้น ให้ปรับท่านั่งของรถในแบบที่ถนัดและถูกต้องตามหลักขับขี่ที่ปลอดภัย หลังจากนั้นให้ปรับกระจกมองข้างให้มองเห็นทั้งตัวรถด้านข้างและพื้นผิวถนน และเส้นแบ่งเลน ไม่ควรจะสูงเกินไป 
    ที่สำคัญผู้ขับขี่จะต้องไม่เคลื่อนศีรษะในแบบก้มลงไปมองใช้เพียงการหันศรีษะเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำแบบนี้ทั้งด้านซ้ายและขวา
     
    3.จุดบอดกระจกมองหลัง
    ในจุดนี้บางคนแทบไม่ให้ความสำคัญ เพราะจะถนัดใช้กระจกมองข้างด้านซ้ายเสียเป็นหลัก หรือไม่ก็นำสิ่งของไปวางไว้หลังรถจนกระจกมองหลังมองไม่เห็นอะไรนอกรถได้เลย 
    โดยจะเอาไว้มองหน้าตัวเอง หรือดูผู้โดยสารด้านหลัง เป็นการสร้างมุมอับให้กับตัวเองไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งกระจกมองหลังนั้นมีประโยชน์อย่างมาก ทั้งในการแซง การเปลี่ยนเลน การถอยรถ 
    โดยกระจกมองหลังต้องมองเห็นกระจกที่อยู่ด้านหลังได้ทั้งบาน เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยของรถที่อยู่ด้านหลัง และต้องปรับด้วยองศาที่มองไม่เห็นศีรษะของเราเช่นกัน 
     
    4.จุดบอดจากรถที่ใหญ่กว่า 
    จำไว้เลยว่าอย่าขับรถตามหลังรถที่ใหญ่กว่า ทัศนวิสัยในการมองเห็นข้างหน้าเมื่อต้องขับรถยนต์ตามหลังรถยนต์ที่ใหญ่กว่าจะเหลือน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางว่าจะมีทางแยก 
    หรือโค้งอยู่ข้างหน้าหรือไม่ รวมถึงรถที่สวนทางมา ถ้าต้องขับรถตามหลังรถยนต์ ให้เว้นระยะให้มากที่สุด ระยะที่เหมาะสมนั้นคือ เราสามารถมองเห็นเลนที่สวนทางมาได้อย่างชัดเจน 
    ถ้ามีโอกาสได้ให้แซงขึ้นไปทันที และอย่าแซงซ้ายเป็นอันขาด จุดบอดของรถใหญ่ด้านซ้ายจะมีมาก ผู้ขับขี่รถใหญ่จะมองไม่เห็นเราเมื่ออยู่ด้านซ้ายรถเขานะคะ
     
    5.จุดบอดจากสภาพถนน 
    จุดบอดในแบบนี้เกิดจากสภาพถนนหรือเส้นทางที่เราใช้กัน มีทั้งทางโค้ง ทางขึ้นลงเนิน ในส่วนของทางโค้งนั้นให้ปฏิบัติตามป้ายเตือนที่อยู่ข้างทางอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเส้นทางที่เราไม่ชิน 
    หรือเพิ่งไปเป็นครั้งแรก อย่าแซงในทางโค้ง อย่าวิ่งตัดโค้งเป็นอันขาด ในส่วนของการขับขึ้นเนินนั้น อย่าใช้ความเร็ว เพราะเรายังไม่เห็นปลายทางที่เราจะไปต่อ 
    ถ้าขับในเวลากลางคืนให้ใช้สัญญาณไฟสูงช่วย เพื่อแสดงให้รถที่สวนขึ้นมาอีกด้านให้เห็นเราด้วย
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%
     

  • alt

    5 ข้อจอดรถปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน

    บ่อยครั้งกับกรณีที่จอดรถทิ้งไว้ไปทำธุระโน่นนี่ เมื่อกลับมาก็พบว่ารถตัวเองมีริ้วรอยจากการโดนครูดหรือขีดข่วน สร้างความปวดใจให้กับผู้เป็นเจ้าของอย่างยิ่ง 
    แต่บางครั้งบางทีเจ้าของรถเองก็ต้องพิจารณาตัวเองให้ดีว่า ที่ๆ คุณนำรถไปจอดนั้นสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่นหรือไม่ ซึ่งในหลายๆ เคสเจ้าของรถบางคันจอดแบบไม่สนใจใคร 
    วันนี้เรามาดูกันว่าพฤติกรรมการจอดรถแบบใด ที่เสี่ยงต่อการทำให้รถคุณเกิดริ้วรอยแบบไม่รู้ตัวกันบ้าง
     
    1. ไม่ควรจอดขวางประตูเข้า-ออก หน้าบ้านคนอื่น 
    กรณีนี้ถือว่าต้องใช้จิตสำนึกล้วนๆ เพราะหลายคนมักคิดว่าไม่เป็นไรมั้ง จอดไม่นานเดี๋ยวก็ไปแล้ว แต่อย่าลืมว่าหากเจ้าของบ้านมีธุระด่วน หรือมีเหตุการณ์ฉุกเฉินที่ต้องออกหรือเข้าบ้าน แต่ต้องมาติดกับรถคุณ แถมยังไม่รู้ว่าคนขับคือใคร อยู่ตรงไหนหรือจะกลับมาเมื่อไหร่ งานนี้บอกเลยว่าสร้างความโมโหและมีโอกาสที่รถคุณจะเป็นรอยแน่นอน
    2. จอดรถซ้อนคันต้องใส่เกียร์ N หรือไม่ดึงเบรกมือ 
    เป็นอีกหนึ่งกรณีที่มีหลายคนถ่ายรูปและนำมาประจานบนโลกโซเชียลบ่อยครั้ง ส่วนใหญ่มักเป็นประเภทมนุษย์ป้ามนุษย์ลุงที่คิดว่าลานจอดเป็นของตนเอง หรือไม่ก็คนจำพวกที่ไม่รู้จักหน้าที่ของเกียร์ N (เกียร์ว่างสามาาถเข็นได้) จอดปุ๊บเข้าเกียร์ P ทันที บางคนเข้าเกียร์ว่างไว้ แต่ก็ไม่วายใส่เบรกมืออีก บางห้างสรรพสินค้าดีหน่อย มีอุปกรณ์ไว้คอยยกรถของพวกที่จอดแบบมักง่าย แต่ถ้าไม่มีแล้วปล่อยให้รถที่จะออกต้องรอ โอกาสที่รถคุณจะโดนแต่งแต้มลวดลายแบบไม่ต้องเสียสตางค์ก็มีสูงครับ
    3. ควรจอดรถให้อยู่กึ่งกลางช่องจอด 
    เป็นอีกเคสที่เห็นกันบ่อยแบบชินตา โดยเฉพาะในห้องสรรพสินค้า สงสัยเหมือนกันว่าจะรีบไปไหนหรือยังไรไม่ทราบ เส้นแบ่งช่องจอดก็มีให้เห็นชัดเจน บางคันจอดกันแบบแทบแนบสนิทกับรถคันข้างๆ เสมือนเป็นเนื้อคู่กันมาแต่ปางก่อน แต่อีกฝั่งห่างกันแบบตั้งโต๊ะสังสรรค์ได้กันทีเดียว แนะนำครับก่อนลงจากรถไป ควรสังเกตให้ดีว่ารถเรานั้นจอดได้กึ่งกลางขนานกับเส้นแบ่งหรือไม่ จะได้ไม่ไปสร้างความโมโหให้กับผู้อื่น
    4. จอดในซอยแคบควรพับกระจก 
    กรณีนี้รถรุ่นใหม่ๆ อาจไม่มีปัญหาหรือว่ามีผลกระทบเท่าไรนัก เนื่องจากเวลาจอดแล้วดับเครื่องยนต์กระจกก็จะพับเก็บเองโดยอัตโนมัติ แต่สำหรับรถบางรุ่นที่เป็นแบบแมนนวลพับมือ แนะนำควรพับเก็บทุกครั้งนะครับ โดยเฉพาะเมื่อต้องจอดในซอยแคบที่แทบต้องขับตะแครงรถวิ่ง ไม่งั้นรถคุณอาจกระจกห้อยกระจกหายแบบไม่รู้ตัว
    5. จอดแนวยาวต้องไม่ชิดคันหน้าหรือคันต่อท้ายจนเกินไป 
    ในกรณีเราเป็นคันต่อท้ายและคันกลางซึ่งอยู่ด้านหน้าเรา ต้องการจะออกแต่เลี้ยวรถไม่พ้น เนื่องจากรถคันหน้าก็ดันมาจอดชิดเหมือนกัน ทำให้ต้องโยกพวงมาลัยเดินหน้า-ถอยหลังรถไปมาหลายครั้งถึงออกได้ เคสนี้เจอคนที่ขับคล่องหรือชำนาญหน่อยก็โชคดีไป แต่ถ้าเจอมือใหม่หรือพวกขี้หงุดหงิด รถคุณก็อาจจะมีริ้วรอยได้แบบไม่รู้ตัวเช่นกัน
     
    การจอดรถในที่สาธารณะ ไม่ว่าบนลานจอดห้างสรรพสินค้าหรือริมถนนและตรอกซอกซอย อย่ามักง่ายคิดเพียงต้องการสะดวกอย่างเดียว ก่อนปิดประตูรถแล้วเดินจากไป อยากให้ตรวจเช็คสักนิดว่าการจอดของคุณมีโอกาสไปสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นหรือไม่ หากเพิ่มความใส่ใจภายใต้จิตสำนึกของการอยู่ร่วมกันในสังคม เชื่อว่าไม่ว่าจะจอดที่ไหนรถของคุณก็จะไม่มีริ้วรอยเป็นของแถมกลับบ้านแน่นอน
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%
     

  • alt

    5 อันดับดารฝ่าฝืนจรจร ที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยที่สุด

    5 อันดับการฝ่าฝืนกฎจราจร ที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยที่สุด
    ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปัจจัยหลัก ที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่
    มาจาก "การฝ่าฝืนกฎจราจร"
    มาดูกันว่า 5 อันดับ การฝ่าฝืนกฎจราจร
    ที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยที่สุดมีอะไรบ้าง
     
    1. ใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด 
    โดยเฉพาะในเขตเมือง ที่กฎหมายกำหนดให้ใช้ความเร็วที่ต่ำกว่าปกติ 
    เพราะมีจุดกลับรถมาก และมีคนพลุกพล่าน แต่ก็ยังมีผู้ฝ่าฝืนอยู่บ่อยครั้ง
    จนทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยที่สุด นอกจากนี้ ถนนหลวงข้ามเมือง 
    หรือข้ามจังหวัด กำหนดให้ใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 90 กม./ชม.
     
    2. เมาแล้วขับ 
    เพราะการดื่มสุรา จะส่งผลโดยตรงต่อสติสัมปชัญญะ
    และการตัดสินลดลง อุบัติเหตุที่เกิดจากการเมาและขับแต่ละครั้ง
    ส่งผลเสียร้ายแรงต่อผู้ประสบอุบัติ หลายรายต้องพิการ
    จนถึงขั้นเสียชีวิต จากความประมาทและการขาดจิตสำนึก
     
    3. เปลี่ยนช่องจราจรกะทันหัน 
    การจะเปลี่ยนช่องจราจรที่ถูกต้อง ต้องให้สัญญาณไฟเลี้ยว
    และมองกระจกซ้าย จนกว่าจะแน่ใจว่าปลอดภัย จึงจะเปลี่ยนช่องจราจร 
    ที่สำคัญคือ อย่าเปลี่ยนช่องจราจรบ่อย และอย่าขับคร่อมช่องจราจร
     
    4. การขับรถแซงซ้าย 
    สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจาก มีรถที่วิ่งช้า แต่อยู่ช่องจราจรขวาเต็มไปหมด
    ทำให้เวลารถที่วิ่งมาเร็วกว่า ต้องแซงรถทางซ้าย อุบัติเหตุจึงเกิดจาก 
    การขับแซงมาเจอกับรถที่ขับช้าช้ากว่า ทำให้เบรกไม่ทัน 
    รวมถึงกรณีแซงในช่องไหล่ทาง ซึ่งอาจจะเจอกับรถที่จอดอยู่เฉยๆ 
    แล้วทำให้เบรกไม่ทันอีกด้วย
     
    5. แซงในเขตห้ามแซง 
    เขตห้ามแซง คือเขตที่มีการตีเส้นทึบเอาไว้ มักจะพบในทางโค้ง
    และบนสะพาน เพราะบริเวณดังกล่าวมักจะเป็นจุดอับสายตา
    เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ 
     
    การขับขี่แต่ละครั้ง ควรคำนึงถึงกฎจราจรอย่างเคร่งครัด 
    เพราะกฎหมายถูกกำหนดขึ้นมา โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ขับขี่
    และเพื่อนร่วมทางนั่นเองครับ
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%
     
    ขอบคุณข้อมูลจาก : https://goo.gl/JSDQHt
     

  • alt

    ระบบการขับเคลื่อนของรถยนต์มีกี่ประเภท อะไรบ้าง

    ระบบการขับเคลื่อนของรถยนต์มีกี่ประเภท อะไรบ้าง
     
    หลายคนคงอาจจะเคยสับสนกับระบบการขับเคลื่อนของรถยนต์ มาดูกันว่าระบบขับเคลื่อนของรถยนต์ทั้ง 4 ชนิดนี้ มีความหมายอย่างไร
    และเหมาะกับการใช้งานประเภทใด
     
    ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD) 
    กำลังเครื่องยนต์จะถูกส่งไปที่ล้อหน้าเพื่อขับเคลื่อนตัวรถ จุดเด่นของระบบนี้
    คือความประหยัดน้ำมัน และยึดเกาะถนนได้ดีจึงเป็นที่นิยมในอุตสาหกรรมยานยนต์
     
    ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) 
    กำลังเครื่องยนต์จะถูกส่งไปที่ล้อหลังเพื่อขับเคลื่อนตัวรถ สามารถรองรับเครื่องยนต์
    ที่มีกำลังสูงและน้ำหนักที่มาก จึงนิยมใช้ในรถกระบะขนาดใหญ่
     
    ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อตลอดเวลา (AWD) 
    เป็นระบบที่ออกแบบมาให้ล้อทั้ง 4 ขับเคลื่อนพร้อมกันตลอดเวลา เพื่อช่วยให้
    เกาะถนนได้ดี สามารถขับไปลุยในระดับที่ไม่สมบุกสมบันมาก เช่น ทางกรวด 
    ถนนตามป่าเขา นิยมใช้ในรถประเภทรถอเนกประสงค์
     
    ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (4WD หรือ 4X4) 
    เป็นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ที่มีจุดเด่นคือชุดเกียร์ที่สามารถปรับการใช้งานได้ 
    เมื่อเจอกับสภาพถนนที่เป็นอุปสรรค จึงเหมาะกับการขับขี่บนทางที่เป็นอุปสรรค
    หรือทางประเภท Off-road มักใช้ในรถกระบะ หรือรถที่มีสมรรถนะสูง
     
    และนี่ก็คือระบบขับเคลื่อนแบบต่างๆ ของรถยนต์ หวังว่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ 
    โดยเฉพาะใครที่กำลังตัดสินใจซื้อรถใหม่ เลือกให้เหมาะกับการใช้งานนะครับ
     
    รถดี คุณภาพเยี่ยม เต็มเปี่ยมทุกบริการ ต้องที่ บริษัท กิจรุ่งโรจน์ธุรกิจ จำกัด ศูนย์รวมรถยนต์มือสองคุณภาพดี ตรวจเช็ครถทุกคันก่อนถึงมือลูกค้า มั่นใจ 100%
     
     
    ขอบคุณข้อมูลจาก: https://bit.ly/2LdJQ39 และhttps://bit.ly/2VX7GVQ